บทความ/สาระ (30)
บริษัท ฟิเน็กซ์ โอเอส จำกัด (Finex OS Co., Ltd.) หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม Finex Design ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ประกาศเปิดตัวโปรเจ็ค FLINK AI ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะสัญชาติไทย 100% ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมการบริหารจัดการหน้าบ้าน และแก้ปัญหาการเสียโอกาสทางธุรกิจจากการตอบแชทช้าให้หมดไป โปรเจกต์ FLINK AI นี้ ได้รับการดูแลและควบคุมการพัฒนาโดย คุณภีร์ธร สิริอมฤตา (Coach P) โดยมุ่งเน้นการใช้ตรรกะ AI ขั้นสูง (Generative AI Logic) เข้ามาจัดการระบบ เพื่อให้ได้ผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าใจบริบทภาษาไทยอย่างลึกซึ้ง แม่นยำ และทำงานตอบสนองธุรกิจได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
4 ฟังก์ชันหลักของ FLINK AI ที่ควบคุมโดยระบบปฏิบัติการ Finex OS
-
ตอบแชทอัตโนมัติ: คุยกับลูกค้า สแตนด์บายตอบคำถาม และพร้อมปิดการขายแทนคุณได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด
-
แนะนำสินค้าแม่นยำ: ทำหน้าที่เป็นพนักงานขายส่วนตัว คอยวิเคราะห์พฤติกรรมและนำเสนอสินค้าที่เหมาะสมที่สุดให้ลูกค้าแต่ละบุคคล
-
ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ: เชื่อมต่อระบบสืบค้น ทำให้ลูกค้าสามารถค้นหาข้อมูลเชิงลึกภายในเว็บไซต์ได้ทันที
-
ส่งข้อมูลหาลูกค้าทันใจ: จัดส่งข้อมูลสำคัญ โปรโมชัน หรือเอกสารตรงถึงมือลูกค้าโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดกิจกรรมในระบบ
ฝากสนับสนุน AI สัญชาติไทยก้าวสำคัญจากบริษัทเล็กๆ ที่ตั้งใจใหญ่เพื่อธุรกิจของคนไทย ผมอยากให้ FLINK AI จะเข้ามาปิดทุกช่องโหว่หน้าเว็บไซต์ โดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนแพงๆ ให้ต่างชาติอีกต่อไป เรายินดีเปิดรับไอเดียใหม่ๆ และสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจอยากจับจองใช้งานล่วงหน้า สามารถติดต่อพูดคุยกับเราโดยตรงได้ที่ www.finexdesign.com ตั้งแต่วันนี้เลยครับ!
FinexDesign ได้ทำการปรับปรุงเนื้อหาและโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ครั้งใหญ่ทั้งหมด 4 ส่วนสำคัญ เพื่ออัปเดตข้อมูลให้สดใหม่ ครบถ้วน และตอบโจทย์ความต้องการในยุคดิจิทัล พร้อมเสริมประสิทธิภาพระบบหลังบ้านให้รองรับการทำโฆษณา Google ยอดปังกว่าเดิม
4 รายการอัพเดทใหญ่จาก Finex Design
1. ระบบทำโฆษณาGoogle Ads เพิ่มยอดขายธุรกิจระดับสูงสุด
https://finexdesign.com/google-ads-service
อัปเดตข้อมูลเทคนิคการทำโฆษณาGoogle Ads เชิงรุก เจาะลึกวิธีแก้ปัญหาหน้าเว็บขายของไม่ปัง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดงบและได้ผลลัพธ์สูงสุด คลิกอ่านได้ที่: บริการรับทำโฆษณา Google Ads เต็มรูปแบบ
2. ศูนย์ข้อมูลการสร้างเว็บไซต์ธุรกิจ
https://finexdesign.com/891532/4989549
ปรับปรุงเนื้อหาฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่จำเป็นสำหรับเว็บองค์กรยุคใหม่ เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศเข้ามาศึกษาไอเดียไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจตัวเองได้ทันที คลิกดูระบบได้ที่: ศูนย์ทำเว็บไซต์ธุรกิจ รองรับผู้ใช้งานทั่วประเทศ
3. แนวทางการทำโปรไฟล์บริษัทเพื่อปิดการขาย
https://finexdesign.com/891532/465241459
เพิ่มเนื้อหาโครงสร้างและ Content หมวดงานCompany Profile สื่อสารที่ช่วยดึงจุดเด่นของแบรนด์คุณออกมา เพื่อใช้ยื่นเสนองาน และเพิ่มโอกาสปิดดีลใหญ่ได้อย่างมั่นใจ คลิกดูแนวทางได้ที่: บริการรับทำ Company Profile ธุรกิจระดับมืออาชีพ
4. บริการทำเว็บอุตสาหกรรม เว็บธุรกิจ เว็บสองภาษา สมุทรปราการ
https://finexdesign.com/webdesign-samutprakarn
อัปเดตบริการออกแบบเว็บสำหรับโรงงาน คลังสินค้า และธุรกิจในพื้นที่สมุทรปราการ เพื่อให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงบริการที่ใกล้บ้านและดูแลได้รวดเร็ว คลิกดูรายละเอียดได้ที่: บริการรับทำเว็บไซต์สมุทรปราการ และพื้นที่ใกล้เคียง
5 ขั้นตอนสัมภาษณ์งานฉบับ "ผู้เลือก" (วิธีเช็กกึ๋นบริษัท ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อระบบ Toxic)
จำไว้ครับว่าการสัมภาษณ์งานคือ "การทำงานร่วมกันในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียม" เราไม่ได้ไปเป็นลูกน้องเพื่อรองรับอารมณ์ใคร ถ้าไม่อยากเสียเวลาชีวิตกับบริษัทจอมปลอม โกหกข้อมูล นี่คือ 5 วิธีเช็กเนื้อแท้จากประสบการณ์ตรงของผมครับ
1. ดูความเชี่ยวชาญHR ตอนคุยครั้งแรก
เมื่อ HR โทรมาเชิญ อย่าเพิ่งรีบตอบตกลง ให้ถามกลับทันที: "ตำแหน่งนี้คาดหวังความสามารถหรือต้องการคนเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษ?" เพราะพวกนี้ส่วนใหญ่ปั๊มยอดผู้สมัครเอาไว้หลอกคนมาสมัครงานตามเป้าของตัวเอง ให้ดีควรจะมีอีเมลนัดหมายผู้สมัครด้วยจะดีมาก เพราะบางทีอาจจะมีหลอกเราไปตบทรัพย์ หลอกปรึกษาไอเดียฟรี หรือขโมยเอกสารส่วนตัวเอาไปใช้ในทางไม่ชอบ บราๆ ดังนั้นอีเมลนัดหมายนี่แหละจะเป็นหลักฐานไว้จัดการบริษัทToxicพวกนี้ได้ดีที่สุด
2. นัดสัมภาษณ์แล้วขอเลื่อนนัด (พวกนี้Toxic ไม่เคารพเวลาคนอื่น)
ถ้าบริษัทเป็นฝ่ายโทรมาเชิญโทรมานัดแท้ ๆ แต่ดันติดต่อมาขอเลื่อนวันหรือเวลานัดหมายกะทันหันทีหลัง เคสนี้ให้แคนเซิลทิ้งไปเลย 100% ไม่ต้องไปต่อและไม่ต้องเสียเวลาคุยครับ! ขนาดแค่เรื่องสัจจะและเวลานัดหมายที่เป็นพื้นฐานที่สุดในโลกธุรกิจเขายังจัดการไม่ได้ สะท้อนชัดเจนว่าระบบหลังบ้านห่วยแตก ไร้ประสิทธิภาพ และไม่เคารพคุณค่าเวลาของผู้สมัครอย่างรุนแรง
3. "ยิงคำถามย้อนศร" วัดกึ๋นผู้สัมภาษณ์เรา
เราทำงานมานาน มีสิทธิ์ปล่อยคำถามดี ๆ เพื่อวัดระดับสติปัญญาของผู้สัมภาษณ์ ให้ยิงคำถามไปเลย 2 คำถามนี้ครับ:
-
"ปัจจุบันบริษัทของคุณใช้ระบบการทำงาน (Workflow/System) แบบไหนขับเคลื่อนครับ?" ถ้าเป็นผู้บริหารกระจอกทำกราฟ/สร้างภาพหลอกกินเงินเดือนเจ้าของบริษัทไปวันวันจะตอบคำถามนี้วกไปวนไปวนมามาก ร้อยทั้งร้อยโป๊ะแตก
-
"บริษัทคุณมีระบบอะไรบ้าง และมีความเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษในตลาดตอนนี้?" ถ้าผู้นำไม่เก่งจริงจะตอบเละเทะทันที เรื่องพื้นฐานแค่นี้ยังตอบไม่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาทำงานด้วย ทำไปก็ล่มแน่นอนครับ
4. สังเกต "กำแพงและบรรยากาศ" ในห้อง
บรรยากาศสัมภาษณ์คือตัวอย่างวัฒนธรรมองค์กรจริง
-
เจอแบบ Toxic: หากคุณเข้าไปแล้วเจอระบบต้อนรับห่วย พูดเหยียดสถาบัน หรือแม้แต่อยู่ดี ๆ ก็ตั้งป้อม ตั้งแง่ สร้างความตึงเครียดใส่ ทำใจเลยว่าเข้าไปทำงานจริงก็ต้องเจอความตึงเครียดประสาทแดกแบบนี้ทุกวัน
-
เจอแบบมืออาชีพ: บรรยากาศคุยสนุก เป็นกันเอง มีเหตุมีผล กล้าพูดชัดเจนว่ารับหรือไม่รับเพราะอะไร องค์กรแบบนี้ถึงน่าร่วมงานด้วยครับ
5. ระวัง "งานประเภทโทรตื๊อให้ไปสัมภาษณ์"
จากสถิติ บริษัทที่ชอบโทรตื๊อหาคนตามเว็บให้ไปสัมภาษณ์ มักได้งานที่ "ห่วย" กว่างานที่เราค้นหาแล้ววิ่งเข้าหาเอง เพราะส่วนใหญ่ข้างในมีปัญหาการเมืองภายใน พังยับเยินจนรักษารายเก่าไว้ไม่ได้ หรือหาลูกน้องทำไม่ได้
ทางรอด: เช็กข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ตให้ดีว่าตำแหน่งนี้รับสมัครงานมานานหรือยัง หากเห็นว่าเปิดรับสมัครอยู่บ่อยครั้งแสดงว่ามีปัญหาแน่นอน
บ่อยครั้งที่คนหางานมักถูกพร่ำสอนว่า "ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความประทับใจต่อบริษัท" แต่ในความเป็นจริง การสัมภาษณ์งานคือ "การเลือกซึ่งกันและกัน" วันนี้เราจะมาแฉ 5 สัญญาณเตือนภัยขององค์กรล้าหลังและ Toxic ที่คุณควรเดินหันหลังให้ทันที ตั้งแต่ด่านแรกที่เจอ
1. หมกเม็ดข้อมูล ไม่ตรงปกตั้งแต่ในอีเมลนัดหมาย
บริษัทที่เป็นมืออาชีพจะแจ้งรายละเอียด หน้าที่รับผิดชอบ (Job Description) และโครงสร้างรายได้อย่างโปร่งใส หากคุณเจอประเภทที่ระบุหัวข้ออีเมลอย่างสวยหรูว่า "เรียนเชิญสัมภาษณ์งานระดับบริหาร" แต่พอไปถึงกลับเจอเรื่องขัดแย้งกับ วัตถุประสงค์สมัครงาน นั่นคือสัญญาณแรกของความไม่ซื่อสัตย์ ให้กลับบ้านได้เลย
2. มัดมือชกเรื่อง PDPA และบีบบังคับเอาข้อมูลที่เกินจำเป็น
ตามกฎหมาย PDPA บริษัทมีหน้าที่ต้องแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ให้เราทราบล่วงหน้าผ่านทางอีเมลเท่านั้น!
-
ถ้าต้องกรอกหน้างาน: ต้องมี HR มานั่งประกบดูแลและอธิบายตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่ให้ Operator ยื่นใบสมัครงานให้กรอกส่ง ๆ แบบนั้นคือ "ผิดกฎหมาย"
-
อย่าเซ็นต์ยินยอมเปิดเผยข้อมูล PDPA ในขั้นตอนการสมัครงานหรือสัมภาษณ์งานเด็ดขาด เรามีสิทธิ์ปฏิเสธ ข้อมูลส่วนตัวเชิงลึกพวกนี้ค่อยให้ตอนที่เรา "ผ่านสัมภาษณ์และจะเซ็นสัญญา" เท่านั้นครับ
2.1 คาถาเรียกสติ: อย่าไปแคร์! บริษัทในไทยกว่า 90% เจ๊งภายใน 5 ปี!
จำไว้ว่าคุณไม่ต้องไปแคร์หรือกลัวบริษัทพวกนี้จนตัวสั่น สถิติในประเทศไทยชี้ชัดว่า บริษัทเปิดใหม่มากกว่า 90% ปิดกิจการล้มละลายภายในระยะเวลา 5 ปี! บริษัทที่คุณไปสัมภาษณ์ในวันนี้ อีก 5 ปีข้างหน้ามันอาจจะปิดตัว เจ๊ง หรือผู้บริหารติดคุกไปแล้วก็ได้ จงอยู่ด้วยความสมเหตุสมผล ถ้าเป็นบริษัทที่ดีจริง พอเราชี้แจงด้วยเหตุผลเขาจะเข้าใจทันที และจะยอมให้เราสัมภาษณ์โดยไม่มีปัญหา พอผ่านงานค่อยมาเซ็นเอกสารสำคัญตอนนั้นก็ยังไม่สาย
3. เปลี่ยนแปลงตัวผู้สัมภาษณ์กะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
หากตัวบุคคลผู้ที่จะมาทำการสัมภาษณ์ไม่ตรงตามที่ฝ่าย HR ได้ประสานงานไว้ และไม่มีการบอกกล่าวหรือแจ้งให้ผู้สมัครทราบล่วงหน้า ถือเป็นความหละหลวมในการบริหารจัดการภายในอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรนั้นไม่ให้เกียรติเวลาและคุณค่าของผู้สมัครงาน
4. วัฒนธรรมองค์กรแบบ "หลงตัวเอง" คิดว่าอยู่เหนือกว่า
หากผู้สัมภาษณ์หรือ HR มีทัศนคติที่มองผู้สมัครงานเป็นเพียง "ลูกจ้างมาร้องขอโอกาส" มากกว่า "พันธมิตรทางธุรกิจที่จะมาร่วมเติบโต" มักจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมคำพูดที่กดดัน จับผิด หรือพยายามทำเหมือนผู้สมัครรู้ไม่เท่าทันขบวนการของบริษัท
5. ระบบต้อนรับยอดแย่ ไม่มีแม้แต่น้ำดื่มบริการ
ระบบการต้อนรับคือหน้าตาและ Employer Branding ของบริษัท หากองค์กรปล่อยปละละเลย ไม่มีแม้แต่น้ำดื่มต้อนรับตามมารยาท และที่สะท้อนความล้าหลังที่สุดคือการ "ไม่ดูแลเรื่องสิทธิ์ค่าบริการที่จอดรถ" ปล่อยให้กระบวนการที่ล่าช้าของฝั่งตัวเองมาสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ติดต่อ สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้บ่งบอกถึงทัศนคติการบริหารงานที่เหนียวหนี้และไม่เห็นหัวคนทำงาน
สำหรับธุรกิจ B2B SME และโรงงานผลิต การยิงแอด Google Ads ให้ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่โดยที่งบประมาณไม่บานปลาย หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แม่นยำและเจาะจงเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อตัวจริงเท่านั้น
นี่คือ 3 กลยุทธ์เด็ดที่ท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีครับ
1. เน้นคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง (Intent-Driven Keywords)
-
รูปแบบ: เลือกใช้ Keyword ประเภท Exact Match (คำค้นหาตรงตัวเป๊ะๆ) หรือคำที่มีเจตนาซื้อชัดเจน (Commercial Intent) เช่น คำว่า "โรงงานผลิต..." "ขายส่ง..." หรือ "รับสั่งทำ..."
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: หลีกเลี่ยงการใช้คำกว้างๆ ที่คนทั่วไปเสิร์ชดูเล่นๆ เพื่อประหยัดค่าคลิก และล็อกเป้าให้โฆษณาแสดงผลเฉพาะตอนที่ฝ่ายจัดซื้อหรือเจ้าของธุรกิจกำลังเสิร์ชหาพาร์ตเนอร์จริงเท่านั้น

2. คัดกรองคำค้นหาที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย (Negative Keywords)
-
รูปแบบ: ใส่รายชื่อคำค้นหาที่เราไม่ต้องการให้โฆษณาไปแสดงผล ดักไว้ล่วงหน้า เช่นคำว่า "ฟรี" "วิธีทำเอง" "สมัครงาน" หรือ "มือสอง"
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: ช่วยสกัดกลุ่มคนที่ต้องการหาข้อมูลฟรีหรือไม่ได้มีความต้องการซื้อออกไปทันที ทำให้เม็ดเงินโฆษณาทุกบาทถูกใช้ไปกับกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจ่ายเงินอย่างแท้จริง
3. เดินเกมตามลำดับความพร้อมของดาต้า (Smart Bidding Strategy)
-
รูปแบบ: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ให้เริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ Maximize Clicks เพื่อดึงคนเข้าเว็บและสะสมฐานข้อมูล (Data) หลังจากเริ่มมีคนทักสอบถาม ให้ปรับเป็น Maximize Conversions ทันที เพื่อให้ระบบ AI คัดเลือกเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบทักไลน์หรือขอใบเสนอราคา
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: เป็นการใช้เทคโนโลยี AI หลังบ้านของ Google มาช่วยคัดกรองผู้ซื้อ แทนที่จะปล่อยให้งบละลายไปกับค่าคลิกที่ไม่มีคุณภาพ
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และโรงงานผลิต การเตรียมข้อมูลทำเว็บให้พร้อมตั้งแต่เริ่ม คือเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย และได้งานเสร็จไวที่สุดครับ
นี่คือ 4 สิ่งง่ายๆ ที่ท่านต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าครับ
1. ชื่อโดเมนเนม (ลิงก์ www. ของเว็บไซต์)
-
ชื่อเว็บไซต์ที่ท่านต้องการ (เช่น www.ชื่อบริษัทของคุณ.com) หรือข้อมูลโฮสติ้งเดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ เพื่อใช้ในการตั้งค่าระบบและเปิดหน้าร้านออนไลน์
2. ข้อมูลบริษัทและช่องทางติดต่อ
-
ประวัติความเป็นมาสั้นๆ และใบรับรองมาตรฐานต่างๆ (ถ้ามี)
-
ที่อยู่โรงงาน/บริษัท, เบอร์โทร, LINE OA และลิงก์แผนที่ Google Maps
3. ข้อมูลสินค้าและบริการ
-
การจัดกลุ่มหมวดหมู่สินค้าให้ชัดเจน ดูง่าย
-
รายละเอียดสเปกสินค้า (Technical Datasheet) และรูปถ่ายสินค้าจริงที่คมชัด
4. โลโก้และโทนสีของแบรนด์
-
ไฟล์โลโก้บริษัท (แนะนำไฟล์โปร่งใส .PNG หรือไฟล์ .JPG)
-
โทนสีหลักขององค์กร หรือตัวอย่างเว็บไซต์สไตล์ที่ชอบ (Reference)
การบริหารงบประมาณ Google Ads สำหรับธุรกิจที่เน้นยอดขายก้อนโตหรืองานโปรเจกต์ ควรเลือกกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตามระยะเวลาของแคมเปญ ดังนี้ครับ
1. กลยุทธ์เน้นจำนวนคลิก (Maximize Clicks)
-
รูปแบบ: เน้นนำพาผู้ใช้งานคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ให้ได้ปริมาณมากที่สุดในงบประมาณที่จำกัด
-
ความคุ้มค่า: เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่เพิ่งเริ่มต้นยิงแอด เพื่อดึงคนเข้าชมและสะสมฐานข้อมูล (Data) ให้ระบบ AI เรียนรู้ในระยะแรก

2. กลยุทธ์เน้นผลลัพธ์ (Maximize Conversions)
-
รูปแบบ: คัดกรองและนำพาโฆษณาไปแสดงผลเฉพาะผู้ค้นหาที่มีแนวโน้มจะทักไลน์ โทรออก หรือกรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา
-
ความคุ้มค่า: คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวสำหรับสาย B2B เพราะช่วยสกัดคนคลิกเล่นๆ และมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ซื้อตัวจริงที่มีความต้องการชัดเจน
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
-
สเตปเริ่มต้น: ยิงแบบเน้นจำนวนคลิก (Maximize Clicks) เพื่อเก็บดาต้าช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
-
สเตปทำเงิน: เมื่อเริ่มมีคนทักสอบถาม ให้ปรับเป็นเน้นผลลัพธ์ (Maximize Conversions) ทันทีเพื่อปิดดีลออเดอร์ล็อตใหญ่
เคยไหม? อยากทำเว็บไซต์ให้ธุรกิจตัวเองใจจะขาด แต่พอไปหาข้อมูลก็เจอคำศัพท์งงๆ เต็มไปหมด จนเลือกไม่ถูกว่าธุรกิจของเราจำเป็นต้องทำเว็บแบบไหนกันแน่ ถึงจะคุ้มค่าเงินลงทุนและช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง
บทความนี้เราจะพามาเจาะลึก 3 ประเภทเว็บไซต์ยอดฮิตในตลาดยุคนี้ เพื่อให้คุณเช็กดูว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับแบบไหนที่สุดครับ
01 เว็บไซต์สำหรับยิงแอดโฆษณา (Landing Page)
-
จุดเด่น: รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะ โครงสร้างเว็บไซต์เน้นความกระชับ ไร้สิ่งรบกวนสายตา เพื่อส่งเสริมการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทุกองค์ประกอบจัดวางอย่างประณีตเพื่อสร้าง Conversion อัตราการติดต่อกลับที่แม่นยำ จากทุกแคมเปญโฆษณาของคุณ
-
เหมาะสำหรับ: ธุรกิจที่เน้นความรวดเร็วในการให้บริการ และต้องการให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายสามารถ "ติดต่อทางโทรศัพท์" หรือ "เพิ่มเพื่อนผ่านช่องทางไลน์" เพื่อปรึกษาและปิดการขายได้อย่างทันท่วงที โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลในหลายหน้าเว็บบอร์ดให้ซับซ้อนครับ
02 เว็บไซต์ Company Profile (เว็บองค์กร/บริษัท)
-
จุดเด่น: เว็บนี้ไม่ได้มีไว้หาลูกค้าปลีกรายวันเพื่อเอาเงินร้อยเงินพัน แต่มันมีไว้ "โชว์ความโปร่งใสและอวดศักยภาพ" แบไต๋ประวัติ ผลงาน รางวัล และทุนจดทะเบียนให้โลกเห็นว่าบริษัทคุณมีตัวตนจริง ไม่ใช่บริษัทห้องแถวหรือแก๊งต้มตุ๋น เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือแบบมัดมือชกด้วยหลักฐานระดับมืออาชีพเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือเร่งด่วน โดยเฉพาะการประมูลงาน โดยเฉพาะงานโปรเจกต์ใหญ่ ที่ต้องเน้นความมืออาชีพสูงสุด
-
เหมาะสำหรับ: พวกที่อยากได้งานใหญ่แต่โปรไฟล์ยังเหมือนเด็กเล่นขายของ โดยเฉพาะธุรกิจที่ชอบวิ่งไปประมูลงานหรือดีลโปรเจกต์ร้อยล้าน จำใส่หัวไว้เลยครับว่า ยุคนี้ถ้าไม่มีเว็บบริษัทอย่างเป็นทางการ เวลาไปยื่นแข่งกับใคร กรรมการเขาเห็นแค่แจกนามบัตรกระดาษโง่ ๆ โปรไฟล์คุณก็ถูกโยนทิ้งลงถังขยะตั้งแต่ยังไม่ทันได้อ้าปากพรีเซนต์แล้ว!
03 เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า (Product Catalog)
-
จุดเด่น: เว็บประเภทนี้ทำมาเพื่อจับสินค้าทั้งหมดมาจัดหมวดหมู่ให้ดูง่าย เช็กข้อมูลและสเปกทางเทคนิคได้ครบจบในที่เดียว ที่สำคัญคือ "ไม่มีระบบตะกร้าชำระเงิน" เพราะเน้นให้ลูกค้าดูข้อมูลแล้วทักมาดีลราคากันหลังบ้าน
- เหมาะกับSME และโรงงานผลิตที่มีสินค้าจำนวนมาก มีรายละเอียดทางเทคนิคเยอะ หรือเน้นการขายส่งล็อตใหญ่ที่ต้องมีการคุยรายละเอียดสเปกสินค้าและออกใบเสนอราคา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบตะกร้าชำระเงินแบบเว็บขายปลีกทั่วไป
ในยุคที่ใครๆ ก็บอกว่าแอดแพง คนหนีไปเล่นโซเชียลมีเดียหรือดูคลิปสั้นกันหมด จนเจ้าของธุรกิจ SME และโรงงานหลายคนเริ่มลังเลว่า การทำโฆษณา Google Ads ยังจำเป็นอยู่ไหม?
คำตอบคือ “จำเป็นมาก และเป็นช่องทางที่คุณจะได้ยอดขายก้อนโตแบบที่แพลตฟอร์มอื่นให้ไม่ได้”
3 เหตุผลที่ทำให้ Google Ads นั้นจำเป็นสำหรับธุรกิจยุคใหม่
1. ยิงโฆษณาตรงเข้าหน้าเพจสินค้าที่ต้องการขาย (ไม่ต้องให้ลูกค้าเสียเวลาหา)
ความเจ๋งของ Google Ads คือเราสามารถระบุลิงก์ปลายทางได้เลยว่าอยากให้ลูกค้าคลิกแล้วไปโผล่ที่หน้าไหน เช่น ถ้าลูกค้าเสิร์ชหาชิ้นส่วนเครื่องจักรประเภท A แอดก็จะพาวิ่งตรงเข้าหน้า "แคตตาล็อกสินค้าประเภท A" ทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าไปเสียเวลากดไล่หาจากหน้าแรกของเว็บ ช่วยลดขั้นตอนและทำให้ปิดการขายได้ออเดอร์ก้อนโตไวขึ้น
2. ยิงโฆษณาเจาะเฉพาะพื้นที่ที่ธุรกิจตั้งอยู่ (ประหยัดงบ ได้ลูกค้าใกล้บ้าน)
สำหรับ SME หรือโรงงานผลิตที่มีข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง หรืออยากเน้นหาลูกค้าในโซนใกล้เคียงก่อน Google Ads สามารถเลือก "ยิงแอดเจาะจงพื้นที่ (Location Targeting)" ได้อย่างแม่นยำ เช่น เลือกให้โฆษณาแสดงผลเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ สปป.ลาว หรือรัศมีรอบโรงงานของคุณเท่านั้น ช่วยให้ประหยัดงบค่าแอด ไม่ต้องเสียเงินให้คนจังหวัดไกลๆ ที่เราไม่สะดวกไปส่งของคลิกเล่น
3. เลือกยิงโฆษณาตามคีย์เวิร์ดที่ทำเงิน (คัดแต่คนพร้อมซื้อจริงๆ)
นี่คือหัวใจหลักของ Google Ads เลย เพราะเราสามารถเลือกได้ว่าจะยอมจ่ายเงินให้กับ "คำค้นหา" แบบไหน ตัวอย่างเช่น เราสามารถเจาะจงเลือกคำว่า "รับผลิตกล่องกระดาษ ราคาส่ง" เพื่อคัดเอาแต่ลูกค้าองค์กรหรือฝ่ายจัดซื้อที่มีออเดอร์ในมือ และพร้อมสั่งซื้อล็อตใหญ่จริงๆ เข้ามา ทุกบาทที่จ่ายค่าคลิกไปจึงคุ้มค่าและเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ทันที
เจ้าของธุรกิจ SME หรือโรงงานผลิตหลายคน อยากมีเว็บไซต์ใจจะขาด แต่พอไปปรึกษาใครก็มักจะโดนเชียร์ให้ทำเว็บ E-Commerce แบบมีตะกร้าสินค้า มีระบบชำระเงินเหมือน Shopee หรือ Lazada จนรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป เพราะสินค้าของเราไม่ได้ขายปลีกทีละชิ้น แต่เน้นขายส่ง ผลิตตามสั่ง หรือต้องคุยรายละเอียดก่อนขาย
รู้ไหมครับว่า... จริงๆ แล้วธุรกิจของคุณต้องการแค่ "เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า" เท่านั้น! มันคือเว็บโชว์สินค้าพรีเมียมที่ไม่มีระบบชำระเงิน แต่เน้นการโชว์สเปกและจัดหมวดหมู่ให้สวยงามเหมือนเปิดดูแคตตาล็อกเล่มหรูๆ บนหน้าจอ และนี่คือ 3 ประโยชน์เน้นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
1. หมดยุคพิมพ์เล่มแจก ประหยัดงบ ปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ทันที
แต่ก่อนจะอัปเดตสินค้าที ต้องสั่งพิมพ์แคตตาล็อกเล่มหนาๆ เสียเงินหลักหมื่นหลักแสน แถมพอน้ำหนักเยอะก็ส่งให้ลูกค้ายาก พอมีเว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า คุณสามารถอัปเดตราคา เพิ่มสินค้าใหม่ หรือเปลี่ยนสเปกได้เองในคลิกเดียว ลูกค้าจากทั่วประเทศเปิดดูได้พร้อมกันฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าส่งเล่มกระดาษอีกต่อไป
2. จัดหมวดหมู่พรีเมียม ค้นหาง่าย ฝ่ายจัดซื้อเลิฟเลย
ลองนึกภาพลูกค้าหรือฝ่ายจัดซื้อองค์กรใหญ่ๆ ที่เขาต้องการหาชิ้นส่วนหรือสินค้าเฉพาะทาง ถ้าคุณส่งไฟล์ PDF หนาเป็นร้อยหน้าไปให้เขาทางไลน์ เขาต้องมานั่งเลื่อนหาจนปวดหัว แต่บนเว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า เราสามารถแบ่งหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระเบียบ มีระบบค้นหาอัจฉริยะ ค้นปุ๊บเจอสินค้าที่ต้องการใน 3 วินาที พร้อมมีปุ่มให้ดาวน์โหลดไฟล์ Datasheet หรือแคตตาล็อกเฉพาะบทได้ทันที
3. เปลี่ยนคนดูให้เป็น "ใบขอเสนอราคา" ได้ง่ายที่สุด
แม้จะไม่มีระบบตะกร้าชำระเงิน แต่เรามีระบบ "Inquiry" หรือปุ่มขอใบเสนอราคา ข้างๆ ตัวสินค้าเลย ลูกค้าดูสเปกสินค้าเสร็จแล้วถูกใจ ไม่ต้องแคปจอไปทักไลน์ให้เสียเวลา แค่กดปุ่ม "สนใจขอราคาส่ง" หรือ "ติดต่อฝ่ายขาย" ระบบจะพาลูกค้าไปหาทีมเซลส์ของคุณทันที ช่วยให้ทีมเซลส์ทำงานง่าย ปิดดีลออเดอร์ก้อนโตได้ไวขึ้น
สรุป: เลิกแบกเล่มหนาๆ แล้วย้ายมาอยู่บนออนไลน์
เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า คือเครื่องมือที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ธุรกิจ B2B และ SME ในยุคนี้มากที่สุด เพราะมันช่วยตัดความยุ่งยากของระบบจ่ายเงินออกไป แต่โฟกัสที่การโชว์ความมืออาชีพของธุรกิจคุณแบบเต็มร้อย
More...
หลายคนบอกว่ายุคนี้ค่าแอดแพง คนหนีไปเล่น TikTok กันหมด แล้วการทำ โฆษณา Google Ads ยังได้ผลอยู่ไหม?
คำตอบสั้นๆ คือ “ได้ผลดีมาก” ยิ่งถ้าคุณเป็นธุรกิจ SME หรือโรงงานผลิต ยิ่งห้ามพลาด เพราะพฤติกรรมคนเราเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มอื่นมีไว้ดูเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าคนมีปัญหาและ "พร้อมจะจ่ายเงินซื้อ" สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือ เปิด Google แล้วเสิร์ชหาทันที
นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจยุคนี้ยังต้องง้อ Google Ads ถ้าอยากได้ยอดขายก้อนโต!
1. เข้าถึงลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้อจริงๆ (ไม่ต้องสุ่มหา)
การยิงแอดบนโซเชียลทั่วไป เหมือนเราไปยืนแจกใบปลิวกลางสี่แยก คนเห็นอาจจะแค่ดูผ่านๆ แต่การทำโฆษณา Google ทำงานด้วยระบบคีย์เวิร์ด
2. ระบบ AI ยุคใหม่ ช่วยคัดแต่ลูกค้าตัวจริง
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ Google Ads คุ้มค่าเงินที่สุด เพราะระบบนี้คุณจะไม่ต้องเสียเงินให้กับการแสดงผลทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนแพลตฟอร์มอื่น แต่คุณจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสนใจในบริการของคุณจริงๆ จนถึงขั้น "กดคลิก" เข้ามาดูข้อมูลธุรกิจของคุณเท่านั้น ทุกบาทที่จ่ายไปจึงเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างยอดขายก้อนโตได้ทันที
3. ระบบโฆษณาเก็บเงินเมื่อ "คนสนใจคลิก" (Pay-Per-Click)
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ Google Ads คุ้มค่าเงินที่สุด เพราะระบบนี้คุณจะไม่ต้องเสียเงินให้กับการแสดงผลทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนแพลตฟอร์มอื่น แต่คุณจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสนใจในบริการของคุณจริงๆ จนถึงขั้น "กดคลิก" เข้ามาดูข้อมูลธุรกิจของคุณเท่านั้น ทุกบาทที่จ่ายไปจึงเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างยอดขายก้อนโตได้ทันที
สรุป: โฆษณา Google Ads ยังได้ผลไหม?
Google Ads ยังคงเป็นเครื่องจักรผลิตลูกค้าที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B, SME และโรงงานในยุคนี้อย่างไม่มีใครแทนที่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือ แอดที่แม่นยำต้องทำงานร่วมกับ เว็บไซต์ระบบแคตตาล็อกที่ทรงประสิทธิภาพ
หากคุณต้องการเปลี่ยนทุกยอดการคลิกบน Google ให้กลายเป็นใบขอเสนอราคาล็อตใหญ่ และยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจสู่ความพรีเมียมอย่างยั่งยืน... เริ่มต้นวางรากฐานดิจิทัลที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คู่แข่งของคุณจะคว้าเค้กก้อนโตนี้ไปจนหมด

รับเขียนรีวิวสินค้าเขียนบทความโปรโมทธุรกิจ
ติดต่อสอบถาม
โทร 065-164-2649 Addไลน์คลิก
รับเขียนรีวิวธุรกิจ รีวิวสินค้า งานบริการต่างๆ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม หรืออื่นๆ ตามความต้องการ
บริการเขียนลงเว็บไซต์ดิจิตอลลาวามาที่นี่ นอกจากเรายังเขียนรีวิวให้กับคุณ และยังลงเว็บไซต์Digital-lavaให้ด้วย
#รู้หรือไม่ว่า
👉การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ การPRแบรนด์ธุรกิจสินค้าคือสิ่งสำคัญแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ต้องซื้อโฆษณาตามสื่อต่างๆเพื่อต้องการพลังจากสื่อไดร์ฟให้ธุรกิจ ให้เติบโตอย่างมั่นคง นั่นเอง
☘ข้อดี ของการลงโปรโมทสินค้าบน Digital-lava
⭐สร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจ อย่างภาคภูมิใจ
⭐ธุรกิจมีตัวตนบนโลกออนไลน์
⭐ให้ทุกคนค้นหาคุณเจอบน Google ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
⭐มีลิ้งไว้แจกลูกค้า เพิ่มลูกเล่นให้ธุรกิจ
พิเศษเพียง xxx บาท / 1 บทความลงโปรโมทธุรกิจยาวๆไปเลย 5 ปีคุ้มกว่านี้ไม่มีแล้ว
📍📍ฟรี ออกแบบปกบทความ + คิดคอนเท้น
ติดต่อสอบถาม
โทร 065-164-2649
Line : @finexworld (มี@ข้างหน้าด้วย)
ปัจจุบัน เชื่อว่ามีน้อยคนมากที่จะไม่รู้จักกับ คำว่า Google ระบบค้นหาข้อมูลที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงทีสุดบนโลกออนไลน์ ซึ่งจากสถิติแล้วพบว่าในหนึ่งวันมีคนทั่วโลกใช้ Google ค้นหาสิ่งต่างๆจากโลกออนไลน์สูงถึงวันละ 5000 ล้าน ครั้ง/ต่อวัน .....นับว่าเป็นสถิติที่สูงมาก ทำให้Google เก็บสถิติการค้นและพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบตัวช่วยเพื่อเช็คค่าสถิติของความนิยมKeywordในแต่ละคำว่ามีการค้นหาเท่าไร...ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นักธุรกิจ และรวมไปถึงนักการตลาดอย่างผมด้วย
วิธีใช้Google Keyword Planer เพื่อใช้ประยุกต์ในการทำธุรกิจ
ประโยชน์ของการใช้ Google Keyword Planner
1.ทำให้รู้ความต้องการของสินค้านั้นๆ ว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด มีการค้นหากี่ครั้งต่อเดือน
2.ช่วยลดโอกาสขาดทุนในการทำธุรกิจ...ยกตัวอย่าง หากคุณกำลังจะลงทุนขายสินค้า รองเท้าแตะ...แต่พอได้เช็คสถิติการค้นหาแล้ว กลับพบว่าคำว่า รองเท้าแตะนั้นมีการค้นหาที่น้อยกว่าที่คิดเป็นอย่างมาก...นั่นเท่ากับว่ามันก็อาจจะไม่คุ้มที่จะเสี่ยงขายสินค้าชิ้นนี้ เพราะความต้องการของตลาดน้อยมากนั่นเอง
3.ช่วยให้เราปรับตัวทันต่อเทรนเศรษฐกิจโลกได้เร็วขึ้น ....ยกตัวอย่างเช่น หากเราสนใจธุรกิจ ให้ลองใช้Keyword Planner ค้นหา แล้วพบว่ามีสถิติค้นหาของธุรกิจนั้นสูง นั่นหมายความว่าคุณก็สามารถที่จะมีโอกาสทำธุรกิจนั้นได้ก่อนใคร หรือทำเป็นคนแรกๆ สร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจคุณได้อีกครับ
การตลาดแบบ SEO สุดยอดเทคนิคเพิ่มลูกค้าจากโลกออนไลน์
ในยุคปัจจุบันนี้ มีคนจำนวนมากที่หันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจออนไลน์ ไมว่าจะเป็นเว็บไซต์ , Youtube ,Facebook ซึ่งล้วนแล้วแต่มีฐานผู้ใช้งานในระบบเป็นจำนวนหลักล้านคนทั้งสิ้น..แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักคำว่า SEO ซึ่งวันนี้ผมจะขออธิบายง่ายๆให้ท่านที่ยังไม่มีความรู้ตรงนี้ได้เข้าใจถึงพลังseoการตลาดที่ได้ชื่อว่าสามารถหาลูกค้าตัวจริงให้กับธุรกิจคุณได้โดยไม่ต้องจ้างเซลล์ให้ปวดหัว เพียงแค่คุณมีเวลา รู้จริง ก็สามารถเริ่มต้นทำมันจากที่ไหนก็ได้บนโลกนี้
-SEO คืออะไร
SEO ย่อมากจาก Search Engine Optimize หมายถึงการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้เตะตา หรือติดอันดับการค้นหาบนGoogle Search ผ่านการค้นหา แบบ Keyword
ยกตัวอย่างเช่น เราทำธุรกิจรับสร้างบ้านซึ่งเราเองก็มีเว็บไซต์ของธุรกิจเราที่มีชื่อว่า นายรับสร้างบ้าน.com แต่จะทำยังไงหละให้คนค้นหาคำว่า รับสร้างบ้าน แล้วปรากฏเว็บไซต์ของเราขึ้นบนหน้าแรกๆ หรืออันดับต้นๆ ของ Google ซึ่งการใช้เทคนิคต่างๆให้ลููกค้าพิมพ์คำค้นหาบนGoogle นี้แหละครับที่เรียกว่าSEO หรือจะนิยามง่ายๆ ก็คือ ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกGoogle นั่นเองครับ

-อยากทำSEO ต้องเริ่มต้นอย่างไร
สิ่งสำคัญสิ่งแรกของการทำSEOที่เห็นผลได้ชัดเจนที่สุดคือ "คุณต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก่อนครับ" ถามว่าทำไมต้องเว็บไซต์เป็นFacebook ไม่ได้เหรอ? ตรงนี้ผู้เชียนบอกตามตรงจากประสบการณ์ของผู้เขียนได้เลยครับว่าโดยปกติแล้วเว็บไซต์จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าFacebookครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าFacebookนั้นจะทำSeO ไม่ได้ ซึ่งจริงๆมันก็ทำได้ครับ แต่อาจจะใช้เวลานาน และเห็นผลน้อยกว่าเว็บไซต์นั่นเองครับ
-มาเริ่มต้นทำSEO ให้เว็บไซต์ของเรากันเลย
1.อันดับแรก..เราต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่าเว็บไซต์ที่เราต้องการทำSEOนั้น…….เกี่ยวข้องกับธุรกิจหริอบริการอะไร
2.เมื่อได้รายละเอียดที่ชัดเจนแล้ว....ยกตัวอย่างเช่นเรามีเว็บไซต์ ชื่อว่า นายรับเหมาก่อสร้าง.com .....นั่นหมายความว่าเราต้องทำ ปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ดูมีความสอดคล้องกับธุรกิจก่อสร้างให้มากที่สุด....ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพประกอบ , การเรียบเรียงเนื้อหาเว็บไซต์ ,ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ในธุรกิจที่ทำอยู่แบบมากที่สุดเท่าที่คุณจะปรับได้ครับ
3.ให้พยายามเขียนบทความ เน้นย้ำว่าเป็นบทความ ที่ความเกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับธุรกิจของเรา ...ยกตัวอย่างเช่นเรามีเว็บไซต์ ชื่อว่า นายรับเหมาก่อสร้าง.com .....นั้นหมายความว่าเราสามารถเลือกบทความที่เกี่ยวข้องได้ ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
**เทคนิคการออกแบบบ้านในงบราคาไม่เกิน 2 แสนบาท
**บ้านที่ดีควรลงเสาเข็มแบบใหน
**วัสดุสร้างบ้านที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมทีสุดในปัจจุบัน
....ซึ่งใน 3 รายการที่ผมยกมา คุณจะเห็นได้ว่าเป็นบทความที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักในเว็บไซต์ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาก็คือ...นายรับเหมาก่อสร้าง.com
4.ให้โพสบทความที่เราเขียนขึ้นมาลงในเว็บไซต์ของเรา...ดังนั้นเว็บไซต์ที่ต้องการทำSEO จึงควรสร้างเมนูในส่วนของบทความขึ้นมาด้วย เพื่อเอาไว้รองรับการทำSEOโดยเฉพาะครับ
5.อย่าหยุดทำครับ...ให้ย้อนกลับไปดูข้อที่ 3......ให้คุณเขียนบทความ หรือเขียนสาระ ความรู้ ลงในเว็บไซต์ธุรกิจที่คุณทำอยู่เรื่อยๆ และทำอย่างสม่ำเสมอ เดี๋ยวผลลัพธ์ก็ตามมาเองครับ
บทสรุป ขอเพียงคุณตั้งใจ อดทนทำตามวิธีที่ผมบอกไปทั้ง 5 ข้อ รับประกันได้เลยว่าเว็บไซต์ของคุณก็จะถูกค้นหาเจอบนGoogle อย่างแน่นอน และถูกมองเห็นในหน้าแรกๆ ดีไม่ดีติดอันดับ1 เลยด้วยซ้ำครับ ซึ่งวิธีนี้ผมแนะนำให้เพื่อนและลูกค้าผมหลายคนทำซึ่งกว่า80 % ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จกันหมด ได้ลูกค้า ได้ยอดขาย จากการค้นหาGoogle แล้วก็เจอเว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับแรกครับ...งานนี้มีแต่รับทรัพย์ยาวๆ ครับผม


































