บทความ/สาระ (26)
สำหรับธุรกิจ B2B SME และโรงงานผลิต การยิงแอด Google Ads ให้ได้ออเดอร์ล็อตใหญ่โดยที่งบประมาณไม่บานปลาย หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้กลยุทธ์ที่แม่นยำและเจาะจงเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อตัวจริงเท่านั้น
นี่คือ 3 กลยุทธ์เด็ดที่ท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีครับ
1. เน้นคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง (Intent-Driven Keywords)
-
รูปแบบ: เลือกใช้ Keyword ประเภท Exact Match (คำค้นหาตรงตัวเป๊ะๆ) หรือคำที่มีเจตนาซื้อชัดเจน (Commercial Intent) เช่น คำว่า "โรงงานผลิต..." "ขายส่ง..." หรือ "รับสั่งทำ..."
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: หลีกเลี่ยงการใช้คำกว้างๆ ที่คนทั่วไปเสิร์ชดูเล่นๆ เพื่อประหยัดค่าคลิก และล็อกเป้าให้โฆษณาแสดงผลเฉพาะตอนที่ฝ่ายจัดซื้อหรือเจ้าของธุรกิจกำลังเสิร์ชหาพาร์ตเนอร์จริงเท่านั้น
2. คัดกรองคำค้นหาที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย (Negative Keywords)
-
รูปแบบ: ใส่รายชื่อคำค้นหาที่เราไม่ต้องการให้โฆษณาไปแสดงผล ดักไว้ล่วงหน้า เช่นคำว่า "ฟรี" "วิธีทำเอง" "สมัครงาน" หรือ "มือสอง"
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: ช่วยสกัดกลุ่มคนที่ต้องการหาข้อมูลฟรีหรือไม่ได้มีความต้องการซื้อออกไปทันที ทำให้เม็ดเงินโฆษณาทุกบาทถูกใช้ไปกับกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจ่ายเงินอย่างแท้จริง
3. เดินเกมตามลำดับความพร้อมของดาต้า (Smart Bidding Strategy)
-
รูปแบบ: ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก ให้เริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ Maximize Clicks เพื่อดึงคนเข้าเว็บและสะสมฐานข้อมูล (Data) หลังจากเริ่มมีคนทักสอบถาม ให้ปรับเป็น Maximize Conversions ทันที เพื่อให้ระบบ AI คัดเลือกเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบทักไลน์หรือขอใบเสนอราคา
-
ทำไมงบไม่บานปลาย: เป็นการใช้เทคโนโลยี AI หลังบ้านของ Google มาช่วยคัดกรองผู้ซื้อ แทนที่จะปล่อยให้งบละลายไปกับค่าคลิกที่ไม่มีคุณภาพ
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME และโรงงานผลิต การเตรียมข้อมูลทำเว็บให้พร้อมตั้งแต่เริ่ม คือเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย และได้งานเสร็จไวที่สุดครับ
นี่คือ 4 สิ่งง่ายๆ ที่ท่านต้องเตรียมไว้ล่วงหน้าครับ
1. ชื่อโดเมนเนม (ลิงก์ www. ของเว็บไซต์)
-
ชื่อเว็บไซต์ที่ท่านต้องการ (เช่น www.ชื่อบริษัทของคุณ.com) หรือข้อมูลโฮสติ้งเดิมที่เคยจดทะเบียนไว้ เพื่อใช้ในการตั้งค่าระบบและเปิดหน้าร้านออนไลน์
2. ข้อมูลบริษัทและช่องทางติดต่อ
-
ประวัติความเป็นมาสั้นๆ และใบรับรองมาตรฐานต่างๆ (ถ้ามี)
-
ที่อยู่โรงงาน/บริษัท, เบอร์โทร, LINE OA และลิงก์แผนที่ Google Maps
3. ข้อมูลสินค้าและบริการ
-
การจัดกลุ่มหมวดหมู่สินค้าให้ชัดเจน ดูง่าย
-
รายละเอียดสเปกสินค้า (Technical Datasheet) และรูปถ่ายสินค้าจริงที่คมชัด
4. โลโก้และโทนสีของแบรนด์
-
ไฟล์โลโก้บริษัท (แนะนำไฟล์โปร่งใส .PNG หรือไฟล์ .JPG)
-
โทนสีหลักขององค์กร หรือตัวอย่างเว็บไซต์สไตล์ที่ชอบ (Reference)
การบริหารงบประมาณ Google Ads สำหรับธุรกิจที่เน้นยอดขายก้อนโตหรืองานโปรเจกต์ ควรเลือกกลยุทธ์ให้ตอบโจทย์ตามระยะเวลาของแคมเปญ ดังนี้ครับ
1. กลยุทธ์เน้นจำนวนคลิก (Maximize Clicks)
-
รูปแบบ: เน้นนำพาผู้ใช้งานคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ให้ได้ปริมาณมากที่สุดในงบประมาณที่จำกัด
-
ความคุ้มค่า: เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่เพิ่งเริ่มต้นยิงแอด เพื่อดึงคนเข้าชมและสะสมฐานข้อมูล (Data) ให้ระบบ AI เรียนรู้ในระยะแรก
2. กลยุทธ์เน้นผลลัพธ์ (Maximize Conversions)
-
รูปแบบ: คัดกรองและนำพาโฆษณาไปแสดงผลเฉพาะผู้ค้นหาที่มีแนวโน้มจะทักไลน์ โทรออก หรือกรอกฟอร์มขอใบเสนอราคา
-
ความคุ้มค่า: คุ้มค่าที่สุดในระยะยาวสำหรับสาย B2B เพราะช่วยสกัดคนคลิกเล่นๆ และมุ่งเป้าไปที่ฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ซื้อตัวจริงที่มีความต้องการชัดเจน
บทสรุปเชิงกลยุทธ์
-
สเตปเริ่มต้น: ยิงแบบเน้นจำนวนคลิก (Maximize Clicks) เพื่อเก็บดาต้าช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
-
สเตปทำเงิน: เมื่อเริ่มมีคนทักสอบถาม ให้ปรับเป็นเน้นผลลัพธ์ (Maximize Conversions) ทันทีเพื่อปิดดีลออเดอร์ล็อตใหญ่
เคยไหม? อยากทำเว็บไซต์ให้ธุรกิจตัวเองใจจะขาด แต่พอไปหาข้อมูลก็เจอคำศัพท์งงๆ เต็มไปหมด จนเลือกไม่ถูกว่าธุรกิจของเราจำเป็นต้องทำเว็บแบบไหนกันแน่ ถึงจะคุ้มค่าเงินลงทุนและช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง
บทความนี้เราจะพามาเจาะลึก 3 ประเภทเว็บไซต์ยอดฮิตในตลาดยุคนี้ เพื่อให้คุณเช็กดูว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับแบบไหนที่สุดครับ
01 เว็บไซต์สำหรับยิงแอดโฆษณา (Landing Page)
-
จุดเด่น: ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจ เน้นปิดการขายจากแคมเปญโฆษณาโดยเฉพาะ เป็นหน้า Landing Page ที่เน้นการทำ Conversion ครบทุกองค์ประกอบ
-
เหมาะกับธุรกิจที่เน้นให้คนโทรมา หรือไลน์ติดต่อเข้ามาทันที
02 เว็บไซต์ Company Profile (เว็บองค์กร/บริษัท)
-
จุดเด่น: แนะนำบริษัท สร้างความน่าเชื่อถือ บอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์ แสดงศักยภาพและบริการอย่างมืออาชีพ
- เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือเร่งด่วน โดยเฉพาะการประมูลงาน โดยเฉพาะงานโปรเจกต์ใหญ่ ที่ต้องเน้นความมืออาชีพสูงสุด
03 เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า (Product Catalog)
-
จุดเด่น: แสดงสินค้าและบริการอย่างเป็นระบบ ลูกค้าเข้าชมง่าย สามารถเลือกดูรายละเอียดและสเปกสินค้าได้ครบจบในที่เดียว
- เหมาะกับSME และโรงงานผลิตที่มีสินค้าจำนวนมาก มีรายละเอียดทางเทคนิคเยอะ หรือเน้นการขายส่งล็อตใหญ่ที่ต้องมีการคุยรายละเอียดสเปกสินค้าและออกใบเสนอราคา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระบบตะกร้าชำระเงินแบบเว็บขายปลีกทั่วไป
ในยุคที่ใครๆ ก็บอกว่าแอดแพง คนหนีไปเล่นโซเชียลมีเดียหรือดูคลิปสั้นกันหมด จนเจ้าของธุรกิจ SME และโรงงานหลายคนเริ่มลังเลว่า การทำโฆษณา Google Ads ยังจำเป็นอยู่ไหม?
คำตอบคือ “จำเป็นมาก และเป็นช่องทางที่คุณจะได้ยอดขายก้อนโตแบบที่แพลตฟอร์มอื่นให้ไม่ได้”
3 เหตุผลที่ทำให้ Google Ads นั้นจำเป็นสำหรับธุรกิจยุคใหม่
1. ยิงโฆษณาตรงเข้าหน้าเพจสินค้าที่ต้องการขาย (ไม่ต้องให้ลูกค้าเสียเวลาหา)
ความเจ๋งของ Google Ads คือเราสามารถระบุลิงก์ปลายทางได้เลยว่าอยากให้ลูกค้าคลิกแล้วไปโผล่ที่หน้าไหน เช่น ถ้าลูกค้าเสิร์ชหาชิ้นส่วนเครื่องจักรประเภท A แอดก็จะพาวิ่งตรงเข้าหน้า "แคตตาล็อกสินค้าประเภท A" ทันที ไม่ต้องให้ลูกค้าไปเสียเวลากดไล่หาจากหน้าแรกของเว็บ ช่วยลดขั้นตอนและทำให้ปิดการขายได้ออเดอร์ก้อนโตไวขึ้น
2. ยิงโฆษณาเจาะเฉพาะพื้นที่ที่ธุรกิจตั้งอยู่ (ประหยัดงบ ได้ลูกค้าใกล้บ้าน)
สำหรับ SME หรือโรงงานผลิตที่มีข้อจำกัดเรื่องการขนส่ง หรืออยากเน้นหาลูกค้าในโซนใกล้เคียงก่อน Google Ads สามารถเลือก "ยิงแอดเจาะจงพื้นที่ (Location Targeting)" ได้อย่างแม่นยำ เช่น เลือกให้โฆษณาแสดงผลเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ สปป.ลาว หรือรัศมีรอบโรงงานของคุณเท่านั้น ช่วยให้ประหยัดงบค่าแอด ไม่ต้องเสียเงินให้คนจังหวัดไกลๆ ที่เราไม่สะดวกไปส่งของคลิกเล่น
3. เลือกยิงโฆษณาตามคีย์เวิร์ดที่ทำเงิน (คัดแต่คนพร้อมซื้อจริงๆ)
นี่คือหัวใจหลักของ Google Ads เลย เพราะเราสามารถเลือกได้ว่าจะยอมจ่ายเงินให้กับ "คำค้นหา" แบบไหน ตัวอย่างเช่น เราสามารถเจาะจงเลือกคำว่า "รับผลิตกล่องกระดาษ ราคาส่ง" เพื่อคัดเอาแต่ลูกค้าองค์กรหรือฝ่ายจัดซื้อที่มีออเดอร์ในมือ และพร้อมสั่งซื้อล็อตใหญ่จริงๆ เข้ามา ทุกบาทที่จ่ายค่าคลิกไปจึงคุ้มค่าและเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ทันที
เจ้าของธุรกิจ SME หรือโรงงานผลิตหลายคน อยากมีเว็บไซต์ใจจะขาด แต่พอไปปรึกษาใครก็มักจะโดนเชียร์ให้ทำเว็บ E-Commerce แบบมีตะกร้าสินค้า มีระบบชำระเงินเหมือน Shopee หรือ Lazada จนรู้สึกว่ามันยุ่งยากเกินไป เพราะสินค้าของเราไม่ได้ขายปลีกทีละชิ้น แต่เน้นขายส่ง ผลิตตามสั่ง หรือต้องคุยรายละเอียดก่อนขาย
รู้ไหมครับว่า... จริงๆ แล้วธุรกิจของคุณต้องการแค่ "เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า" เท่านั้น! มันคือเว็บโชว์สินค้าพรีเมียมที่ไม่มีระบบชำระเงิน แต่เน้นการโชว์สเปกและจัดหมวดหมู่ให้สวยงามเหมือนเปิดดูแคตตาล็อกเล่มหรูๆ บนหน้าจอ และนี่คือ 3 ประโยชน์เน้นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
1. หมดยุคพิมพ์เล่มแจก ประหยัดงบ ปรับเปลี่ยนข้อมูลได้ทันที
แต่ก่อนจะอัปเดตสินค้าที ต้องสั่งพิมพ์แคตตาล็อกเล่มหนาๆ เสียเงินหลักหมื่นหลักแสน แถมพอน้ำหนักเยอะก็ส่งให้ลูกค้ายาก พอมีเว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า คุณสามารถอัปเดตราคา เพิ่มสินค้าใหม่ หรือเปลี่ยนสเปกได้เองในคลิกเดียว ลูกค้าจากทั่วประเทศเปิดดูได้พร้อมกันฟรีๆ ไม่ต้องเสียค่าส่งเล่มกระดาษอีกต่อไป
2. จัดหมวดหมู่พรีเมียม ค้นหาง่าย ฝ่ายจัดซื้อเลิฟเลย
ลองนึกภาพลูกค้าหรือฝ่ายจัดซื้อองค์กรใหญ่ๆ ที่เขาต้องการหาชิ้นส่วนหรือสินค้าเฉพาะทาง ถ้าคุณส่งไฟล์ PDF หนาเป็นร้อยหน้าไปให้เขาทางไลน์ เขาต้องมานั่งเลื่อนหาจนปวดหัว แต่บนเว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า เราสามารถแบ่งหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระเบียบ มีระบบค้นหาอัจฉริยะ ค้นปุ๊บเจอสินค้าที่ต้องการใน 3 วินาที พร้อมมีปุ่มให้ดาวน์โหลดไฟล์ Datasheet หรือแคตตาล็อกเฉพาะบทได้ทันที
3. เปลี่ยนคนดูให้เป็น "ใบขอเสนอราคา" ได้ง่ายที่สุด
แม้จะไม่มีระบบตะกร้าชำระเงิน แต่เรามีระบบ "Inquiry" หรือปุ่มขอใบเสนอราคา ข้างๆ ตัวสินค้าเลย ลูกค้าดูสเปกสินค้าเสร็จแล้วถูกใจ ไม่ต้องแคปจอไปทักไลน์ให้เสียเวลา แค่กดปุ่ม "สนใจขอราคาส่ง" หรือ "ติดต่อฝ่ายขาย" ระบบจะพาลูกค้าไปหาทีมเซลส์ของคุณทันที ช่วยให้ทีมเซลส์ทำงานง่าย ปิดดีลออเดอร์ก้อนโตได้ไวขึ้น
สรุป: เลิกแบกเล่มหนาๆ แล้วย้ายมาอยู่บนออนไลน์
เว็บไซต์แคตตาล็อกสินค้า คือเครื่องมือที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ธุรกิจ B2B และ SME ในยุคนี้มากที่สุด เพราะมันช่วยตัดความยุ่งยากของระบบจ่ายเงินออกไป แต่โฟกัสที่การโชว์ความมืออาชีพของธุรกิจคุณแบบเต็มร้อย
หลายคนบอกว่ายุคนี้ค่าแอดแพง คนหนีไปเล่น TikTok กันหมด แล้วการทำ โฆษณา Google Ads ยังได้ผลอยู่ไหม?
คำตอบสั้นๆ คือ “ได้ผลดีมาก” ยิ่งถ้าคุณเป็นธุรกิจ SME หรือโรงงานผลิต ยิ่งห้ามพลาด เพราะพฤติกรรมคนเราเปลี่ยนไป แพลตฟอร์มอื่นมีไว้ดูเพื่อความบันเทิง แต่ถ้าคนมีปัญหาและ "พร้อมจะจ่ายเงินซื้อ" สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือ เปิด Google แล้วเสิร์ชหาทันที
นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจยุคนี้ยังต้องง้อ Google Ads ถ้าอยากได้ยอดขายก้อนโต!
1. เข้าถึงลูกค้าที่ตั้งใจมาซื้อจริงๆ (ไม่ต้องสุ่มหา)
การยิงแอดบนโซเชียลทั่วไป เหมือนเราไปยืนแจกใบปลิวกลางสี่แยก คนเห็นอาจจะแค่ดูผ่านๆ แต่การทำโฆษณา Google ทำงานด้วยระบบคีย์เวิร์ด
2. ระบบ AI ยุคใหม่ ช่วยคัดแต่ลูกค้าตัวจริง
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ Google Ads คุ้มค่าเงินที่สุด เพราะระบบนี้คุณจะไม่ต้องเสียเงินให้กับการแสดงผลทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนแพลตฟอร์มอื่น แต่คุณจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสนใจในบริการของคุณจริงๆ จนถึงขั้น "กดคลิก" เข้ามาดูข้อมูลธุรกิจของคุณเท่านั้น ทุกบาทที่จ่ายไปจึงเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างยอดขายก้อนโตได้ทันที
3. ระบบโฆษณาเก็บเงินเมื่อ "คนสนใจคลิก" (Pay-Per-Click)
นี่คือจุดเด่นที่ทำให้ Google Ads คุ้มค่าเงินที่สุด เพราะระบบนี้คุณจะไม่ต้องเสียเงินให้กับการแสดงผลทิ้งๆ ขว้างๆ เหมือนแพลตฟอร์มอื่น แต่คุณจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีลูกค้าสนใจในบริการของคุณจริงๆ จนถึงขั้น "กดคลิก" เข้ามาดูข้อมูลธุรกิจของคุณเท่านั้น ทุกบาทที่จ่ายไปจึงเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างยอดขายก้อนโตได้ทันที
สรุป: โฆษณา Google Ads ยังได้ผลไหม?
Google Ads ยังคงเป็นเครื่องจักรผลิตลูกค้าที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B, SME และโรงงานในยุคนี้อย่างไม่มีใครแทนที่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือ แอดที่แม่นยำต้องทำงานร่วมกับ เว็บไซต์ระบบแคตตาล็อกที่ทรงประสิทธิภาพ
หากคุณต้องการเปลี่ยนทุกยอดการคลิกบน Google ให้กลายเป็นใบขอเสนอราคาล็อตใหญ่ และยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจสู่ความพรีเมียมอย่างยั่งยืน... เริ่มต้นวางรากฐานดิจิทัลที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่คู่แข่งของคุณจะคว้าเค้กก้อนโตนี้ไปจนหมด

รับเขียนรีวิวสินค้าเขียนบทความโปรโมทธุรกิจ
ติดต่อสอบถาม
โทร 065-164-2649 Addไลน์คลิก
รับเขียนรีวิวธุรกิจ รีวิวสินค้า งานบริการต่างๆ ร้านกาแฟ ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม หรืออื่นๆ ตามความต้องการ
บริการเขียนลงเว็บไซต์ดิจิตอลลาวามาที่นี่ นอกจากเรายังเขียนรีวิวให้กับคุณ และยังลงเว็บไซต์Digital-lavaให้ด้วย
#รู้หรือไม่ว่า
👉การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กจะใหญ่ การPRแบรนด์ธุรกิจสินค้าคือสิ่งสำคัญแบรนด์เล็ก แบรนด์ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ต้องซื้อโฆษณาตามสื่อต่างๆเพื่อต้องการพลังจากสื่อไดร์ฟให้ธุรกิจ ให้เติบโตอย่างมั่นคง นั่นเอง
☘ข้อดี ของการลงโปรโมทสินค้าบน Digital-lava
⭐สร้างภาพลักษณ์ให้ธุรกิจ อย่างภาคภูมิใจ
⭐ธุรกิจมีตัวตนบนโลกออนไลน์
⭐ให้ทุกคนค้นหาคุณเจอบน Google ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ
⭐มีลิ้งไว้แจกลูกค้า เพิ่มลูกเล่นให้ธุรกิจ
พิเศษเพียง xxx บาท / 1 บทความลงโปรโมทธุรกิจยาวๆไปเลย 5 ปีคุ้มกว่านี้ไม่มีแล้ว
📍📍ฟรี ออกแบบปกบทความ + คิดคอนเท้น
ติดต่อสอบถาม
โทร 065-164-2649
Line : @finexworld (มี@ข้างหน้าด้วย)
ปัจจุบัน เชื่อว่ามีน้อยคนมากที่จะไม่รู้จักกับ คำว่า Google ระบบค้นหาข้อมูลที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงทีสุดบนโลกออนไลน์ ซึ่งจากสถิติแล้วพบว่าในหนึ่งวันมีคนทั่วโลกใช้ Google ค้นหาสิ่งต่างๆจากโลกออนไลน์สูงถึงวันละ 5000 ล้าน ครั้ง/ต่อวัน .....นับว่าเป็นสถิติที่สูงมาก ทำให้Google เก็บสถิติการค้นและพัฒนาขึ้นมาเป็นระบบตัวช่วยเพื่อเช็คค่าสถิติของความนิยมKeywordในแต่ละคำว่ามีการค้นหาเท่าไร...ซึ่งถือว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ นักธุรกิจ และรวมไปถึงนักการตลาดอย่างผมด้วย
วิธีใช้Google Keyword Planer เพื่อใช้ประยุกต์ในการทำธุรกิจ
ประโยชน์ของการใช้ Google Keyword Planner
1.ทำให้รู้ความต้องการของสินค้านั้นๆ ว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด มีการค้นหากี่ครั้งต่อเดือน
2.ช่วยลดโอกาสขาดทุนในการทำธุรกิจ...ยกตัวอย่าง หากคุณกำลังจะลงทุนขายสินค้า รองเท้าแตะ...แต่พอได้เช็คสถิติการค้นหาแล้ว กลับพบว่าคำว่า รองเท้าแตะนั้นมีการค้นหาที่น้อยกว่าที่คิดเป็นอย่างมาก...นั่นเท่ากับว่ามันก็อาจจะไม่คุ้มที่จะเสี่ยงขายสินค้าชิ้นนี้ เพราะความต้องการของตลาดน้อยมากนั่นเอง
3.ช่วยให้เราปรับตัวทันต่อเทรนเศรษฐกิจโลกได้เร็วขึ้น ....ยกตัวอย่างเช่น หากเราสนใจธุรกิจ ให้ลองใช้Keyword Planner ค้นหา แล้วพบว่ามีสถิติค้นหาของธุรกิจนั้นสูง นั่นหมายความว่าคุณก็สามารถที่จะมีโอกาสทำธุรกิจนั้นได้ก่อนใคร หรือทำเป็นคนแรกๆ สร้างความได้เปรียบให้ธุรกิจคุณได้อีกครับ
การตลาดแบบ SEO สุดยอดเทคนิคเพิ่มลูกค้าจากโลกออนไลน์
ในยุคปัจจุบันนี้ มีคนจำนวนมากที่หันมาให้ความสำคัญกับการทำธุรกิจออนไลน์ ไมว่าจะเป็นเว็บไซต์ , Youtube ,Facebook ซึ่งล้วนแล้วแต่มีฐานผู้ใช้งานในระบบเป็นจำนวนหลักล้านคนทั้งสิ้น..แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักคำว่า SEO ซึ่งวันนี้ผมจะขออธิบายง่ายๆให้ท่านที่ยังไม่มีความรู้ตรงนี้ได้เข้าใจถึงพลังseoการตลาดที่ได้ชื่อว่าสามารถหาลูกค้าตัวจริงให้กับธุรกิจคุณได้โดยไม่ต้องจ้างเซลล์ให้ปวดหัว เพียงแค่คุณมีเวลา รู้จริง ก็สามารถเริ่มต้นทำมันจากที่ไหนก็ได้บนโลกนี้
-SEO คืออะไร
SEO ย่อมากจาก Search Engine Optimize หมายถึงการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้เตะตา หรือติดอันดับการค้นหาบนGoogle Search ผ่านการค้นหา แบบ Keyword
ยกตัวอย่างเช่น เราทำธุรกิจรับสร้างบ้านซึ่งเราเองก็มีเว็บไซต์ของธุรกิจเราที่มีชื่อว่า นายรับสร้างบ้าน.com แต่จะทำยังไงหละให้คนค้นหาคำว่า รับสร้างบ้าน แล้วปรากฏเว็บไซต์ของเราขึ้นบนหน้าแรกๆ หรืออันดับต้นๆ ของ Google ซึ่งการใช้เทคนิคต่างๆให้ลููกค้าพิมพ์คำค้นหาบนGoogle นี้แหละครับที่เรียกว่าSEO หรือจะนิยามง่ายๆ ก็คือ ปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกGoogle นั่นเองครับ

-อยากทำSEO ต้องเริ่มต้นอย่างไร
สิ่งสำคัญสิ่งแรกของการทำSEOที่เห็นผลได้ชัดเจนที่สุดคือ "คุณต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองก่อนครับ" ถามว่าทำไมต้องเว็บไซต์เป็นFacebook ไม่ได้เหรอ? ตรงนี้ผู้เชียนบอกตามตรงจากประสบการณ์ของผู้เขียนได้เลยครับว่าโดยปกติแล้วเว็บไซต์จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าFacebookครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าFacebookนั้นจะทำSeO ไม่ได้ ซึ่งจริงๆมันก็ทำได้ครับ แต่อาจจะใช้เวลานาน และเห็นผลน้อยกว่าเว็บไซต์นั่นเองครับ
-มาเริ่มต้นทำSEO ให้เว็บไซต์ของเรากันเลย
1.อันดับแรก..เราต้องวิเคราะห์ให้ขาดว่าเว็บไซต์ที่เราต้องการทำSEOนั้น…….เกี่ยวข้องกับธุรกิจหริอบริการอะไร
2.เมื่อได้รายละเอียดที่ชัดเจนแล้ว....ยกตัวอย่างเช่นเรามีเว็บไซต์ ชื่อว่า นายรับเหมาก่อสร้าง.com .....นั่นหมายความว่าเราต้องทำ ปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ดูมีความสอดคล้องกับธุรกิจก่อสร้างให้มากที่สุด....ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพประกอบ , การเรียบเรียงเนื้อหาเว็บไซต์ ,ตลอดจนโครงสร้างเว็บไซต์ ให้มีความเป็นเอกลักษณ์ในธุรกิจที่ทำอยู่แบบมากที่สุดเท่าที่คุณจะปรับได้ครับ
3.ให้พยายามเขียนบทความ เน้นย้ำว่าเป็นบทความ ที่ความเกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับธุรกิจของเรา ...ยกตัวอย่างเช่นเรามีเว็บไซต์ ชื่อว่า นายรับเหมาก่อสร้าง.com .....นั้นหมายความว่าเราสามารถเลือกบทความที่เกี่ยวข้องได้ ยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
**เทคนิคการออกแบบบ้านในงบราคาไม่เกิน 2 แสนบาท
**บ้านที่ดีควรลงเสาเข็มแบบใหน
**วัสดุสร้างบ้านที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมทีสุดในปัจจุบัน
....ซึ่งใน 3 รายการที่ผมยกมา คุณจะเห็นได้ว่าเป็นบทความที่ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักในเว็บไซต์ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมาก็คือ...นายรับเหมาก่อสร้าง.com
4.ให้โพสบทความที่เราเขียนขึ้นมาลงในเว็บไซต์ของเรา...ดังนั้นเว็บไซต์ที่ต้องการทำSEO จึงควรสร้างเมนูในส่วนของบทความขึ้นมาด้วย เพื่อเอาไว้รองรับการทำSEOโดยเฉพาะครับ
5.อย่าหยุดทำครับ...ให้ย้อนกลับไปดูข้อที่ 3......ให้คุณเขียนบทความ หรือเขียนสาระ ความรู้ ลงในเว็บไซต์ธุรกิจที่คุณทำอยู่เรื่อยๆ และทำอย่างสม่ำเสมอ เดี๋ยวผลลัพธ์ก็ตามมาเองครับ
บทสรุป ขอเพียงคุณตั้งใจ อดทนทำตามวิธีที่ผมบอกไปทั้ง 5 ข้อ รับประกันได้เลยว่าเว็บไซต์ของคุณก็จะถูกค้นหาเจอบนGoogle อย่างแน่นอน และถูกมองเห็นในหน้าแรกๆ ดีไม่ดีติดอันดับ1 เลยด้วยซ้ำครับ ซึ่งวิธีนี้ผมแนะนำให้เพื่อนและลูกค้าผมหลายคนทำซึ่งกว่า80 % ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จกันหมด ได้ลูกค้า ได้ยอดขาย จากการค้นหาGoogle แล้วก็เจอเว็บไซต์ของเราขึ้นอันดับแรกครับ...งานนี้มีแต่รับทรัพย์ยาวๆ ครับผม
More...
แน่นอนว่ามีเพื่อนๆหลายคน ที่มีความสนใจอยากจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ซึ่งการที่จะมีเว็บไซต์นั้น เราสามารถทำได้ด้วยการเขียนเว็บด้วยตัวเอง โดยอาศัยความรู้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในการควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้เรายังสามารถเลือกใช้เว็บสำเร็จรูป เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสร้างเว็บไซต์ได้อีกด้วย การที่จะมีเว็บไซต์ในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมีหลากหลายทางเลือก ที่เราสามารถเลือกได้ อย่างไรก็ตามการที่จะมีเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพนั้น แม้การมีเว็บไซต์จะเป็นเรื่องง่าย แต่เว็บที่มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยให้เราสร้างยอดขาย หรือสร้างการเข้าถึง ทำให้เราเห็นผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเราจะต้องทำเว็บออกมาให้มีประสิทธิภาพ หากใครยังขาดความรู้ในการเขียนโปรแกรม หรือขาดทักษะในการออกแบบเว็บไซต์ แนะนำว่าให้เราใช้บริการกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ บริษัทจะมีประสบการณ์มาอย่างยาวนานในการออกแบบเว็บไซต์ รวมทั้งมีกลยุทธ์ทางการตลาดเยอะมาก เพราะเก็บข้อมูลมาหลายปี ซึ่งวันนี้เราก็ขอนำเสนอถึงพลังทวีที่เรียกว่า Leverage Power จากการมีเว็บไซต์เป็นของตนเองมาฝากท่าน เพื่อให้ท่านที่อยากมีเว็บไซต์ มั่นใจได้ว่าการมีเว็บสักเว็บนั้น ท่านจะได้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่าอย่างแน่นอน
พลังทวีหรือ Leverage Power ที่ท่านได้รับจากการมีเว็บไซต์นั้น เป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง เพราะการทำตลาดเป็นโลกออนไลน์ เป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายๆคน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดพลังทวีขึ้นได้นั้น มาจากการที่เรามีเว็บไซต์ จะทำให้ธุรกิจของเรา เกิดการเข้าถึงจากผู้คนทั่วโลก ไม่เหมือนกับการมีหน้าร้านปกติทั่วไป เพราะการที่มีหน้าร้านปกติทั่วไปนั้น เรากลับได้รับการเข้าถึงจากผู้คนในละแวกนั้นที่ร้านเราตั้งอยู่เท่านั้น ในขณะเดียวกัน หากเรามีหน้าร้านออนไลน์นั้น นอกจากเราจะขายในพื้นที่บ้านแล้ว เรายังสามารถที่จะนำเสนอสินค้าให้กับผู้คนจากทั่วโลก จากที่มีลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้เพียง 100 คน กลับกลายเป็นว่าเราสามารถเข้าถึงได้ถึงหลักล้านคนเลยทีเดียว ดังนั้นอยู่ที่เราแล้วว่าเราจะมีวิธีในการปิดการขายอย่างไร หรือนำเสนอสินค้าอย่างไรเพื่อสร้างความสนใจ ให้สินค้าหรือบริการของเรานั้น สามารถที่จะขายออกไปได้มากที่สุด นี่แหละคือพลังทวีที่มาจากการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ ดังนั้นแม้ว่าการจ้างทำเว็บไซต์นั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่สูง แต่เงินก้อนที่ต้องใช้ในงวดแรกนั้น เราจ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในอนาคตแล้ว เพราะเงินก้อนที่เราจ่ายมีแค่ครั้งแรก ที่จะต้องจ่ายเป็นค่าออกแบบและค่าเขียนโปรแกรมเท่านั้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายอื่นตามมาบ้าง แต่มักจะเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา อาทิเช่น ค่าดูแลเว็บไซต์ ค่าโฮสติ้ง และค่าโดเมนเท่านั้นเอง
แม้ว่าการที่เราจะมีเว็บไซต์สักเว็บนั้น อาจเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่าพฤติกรรมของคนในยุคสมัยปัจจุบันนั้น ได้เปลี่ยนไปแล้ว คนในสมัยก่อน หากต้องการซื้อสินค้าสักชิ้น ก็ยอมที่จะเสียเวลาเดินทางไปซื้อถึงหน้าร้าน เพราะคาดหวังว่าจะได้สินค้าตามที่ต้องการ แต่พอเวลาผ่านไป การซื้อสินค้าออนไลน์เริ่มสะดวกและเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนสมัยใหม่ต้องการรักษาเวลา อยากจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด อยากใช้เวลาไปกับการทำงาน ทำธุรกิจ รวมถึงใช้เวลากับการพักผ่อนอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่อยากเสียเวลาไปกับการเดินทาง เพื่อไปต่อคิวซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน ซึ่งการซื้อสินค้าออนไลน์นั้น เราสามารถทำรายการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ถ้าเราเดินทางไปซื้อสินค้าถึงหน้าร้าน เราก็เสียเวลาหลายชั่วโมง แถมยังเสี่ยงรถติด และต้องต่อคิวยาวเหยียด ทั้งนี้การเดินทางไปซื้อสินค้าที่หน้าร้าน เราต้องยกของและขนย้ายของเองด้วย จึงทำให้ไม่ได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับการซื้อผ่านเว็บ จึงไม่แปลกที่คนหันมาซื้อออนไลน์แทนการไปซื้อจากหน้าร้าน
การมีเว็บไซต์นั้น ถือว่าสร้างข้อได้เปรียบให้กับธุรกิจเราได้เยอะมาก ซึ่งเราจ่ายค่าทำเว็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่เราสามารถใช้ประโยชน์จากมันไปได้ตลอด แถมมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในอนาคต ที่ถูกกว่าการมีหน้าร้านมาก จึงทำให้หลายๆธุรกิจเลือกที่จะขายสินค้าออนไลน์อย่างเดียว โดยไม่มีการเช่าหน้าร้านเพิ่ม เพราะค่าใช้จ่ายในการเช่าหน้าร้านในทำเลที่ดี เพื่อขายสินค้านั้น มีค่าใช้จ่ายที่สูงตั้ง อาจจ่ายรายเดือนมากถึงเดือนละ 30,000 บาทเลยทีเดียว เพื่อที่จะให้ได้ทำเลที่มีคนผ่านไปผ่านมา และสามารถที่จะขายสินค้าได้จริงๆ หากเราไม่ยอมเลือกทำเลที่ดี หรือไปเช่าหน้าร้านที่ค่าใช้จ่ายต่ำ ที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา แน่นอนว่าเราจะไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน การทำเว็บเราเข้าถึงคนมากมาย แต่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งจะอยู่ที่เราแล้วว่าคนจากทั่วโลก ที่เข้าถึงเว็บของเรานั้น เราสามารถทำให้สินค้าของเรามีความน่าสนใจ หรือทำให้สินค้าของเราโดดเด่นน่าเลือกซื้อมากแค่ไหน ความรู้ทางการตลาดเบื้องต้น อาทิเช่น การตั้งราคา การจัดโปรโมชั่น ก็เป็นอีกทางเลือกที่เราสามารถสร้างยอดขายให้สูงได้ แม้จะเป็นการทำตลาดออนไลน์ก็ตาม
ช่วง Covid เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับหลายๆคน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายสำหรับเจ้าของธุรกิจด้วย เพราะตอนนี้ไม่ว่าใครก็เลือกที่จะเก็บเงินเอาไว้กับตัว ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายกัน ไม่ยอมนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีเหตุการณ์เลวร้ายใดเกิดขึ้นมาบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าการที่คนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยนั้น ทำให้ธุรกิจต่างๆไม่สามารถขายสินค้าหรือบริการใดๆได้เลย จนทำให้กิจการมากมายจำเป็นที่จะต้องปิดตัวไป ในเมื่อไม่สามารถขายสินค้าได้ ก็ไม่มีเงินหมุนเวียนเข้ามาเป็นค่าใช้จ่ายในบริษัท ไม่มีเงินสำหรับเลี้ยงพนักงาน แต่อย่างไรก็ตามทราบหรือไม่ว่า ในช่วง Covid ที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกจากบ้านไปจับจ่ายใช้สอยนั้น เป็นช่วงเวลาทองของการทำตลาดออนไลน์ เพราะหลายคนเลือกที่จะซื้อสินค้าและใช้บริการต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตแทนที่จะซื้อขายผ่านหน้าร้าน แม้แต่อาหารก็มีการสั่งออนไลน์กันแล้ว ดังนั้นคนที่มีความรู้ในการทำตลาดออนไลน์ จึงได้เปรียบกว่าคนที่มีความรู้ในการขายผ่านหน้าร้านอย่างเดียว สำหรับท่านใดที่อยากจะเริ่มต้นกับตลาดออนไลน์ และยังไม่มีทักษะหรือขาดประสบการณ์ตรงในการทำตลาดออนไลน์ วันนี้มีบริษัทยิง Ads โฆษณา Google ที่พร้อมที่จะทำงานแทนท่าน มาดูกันเลยว่าหากเราจะเลือกบริษัท สำหรับทำโฆษณาให้กับธุรกิจของเรา เราควรที่จะเลือกอย่างไร ให้สินค้าของเราขายได้แม้จะเป็นช่วง Covid ก็ตาม
เทคนิคการเลือกบริษัทโฆษณาในการดูแลการยิง Ads โฆษณา Google นั้น เราจะต้องเลือกบริษัทที่ไว้วางใจได้ ต้องให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ซึ่งยิ่งบริษัทเปิดให้บริการมาหลายปี ก็ยิ่งส่งผลดี เพราะบริษัทนั้นจะมีประสบการณ์ในการทำงาน รวมทั้งสามารถนำประสบการณ์การทำงาน มาใช้ในการดูแลการยิง Ads โฆษณา Google ให้กับเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า เราจะมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจสูงมาก หากเราเลือกใช้บริการกับบริษัทที่ขาดความน่าเชื่อถือ หรือยังไม่ได้มีประสบการณ์มากนัก เราจะต้องเสี่ยงที่จะให้บริษัทนั้นลองผิดลองถูกกับเงินของเรา เพราะบริษัทมีประสบการณ์ค่อนข้างน้อย จึงไม่มีความรู้ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่สนใจในตัวสินค้าจริงๆ แต่การที่เราจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์นั้น บริษัทนั้นย่อมมีประสบการณ์ในการลงโฆษณาให้กับหลากหลายธุรกิจ รวมถึงมีประสบการณ์ในการลงโฆษณาขายให้กับสินค้าแบบเดียวกับเรามาบ้าง ทำให้เราสบายใจได้เลยว่าการใช้บริการกับบริษัทโฆษณารายนั้น จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เราไม่ต้องเสียเงินลองผิดลองถูกอย่างมากมาย เพราะได้ลูกค้ากลับมาทันทีที่ใช้บริการ
ทั้งนี้ในการเลือกใช้บริษัทโฆษณาที่จะยิง Ads โฆษณา Google ให้กับเรานั้น เราควรเลือกบริษัทที่ดูแลธุรกิจให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทนั้นควรที่จะมีบริการทำเว็บไซต์ และดูแลเว็บไซต์ให้กับเรา รวมทั้งมีบริการในการออกแบบโฆษณาให้กับเราด้วย เพื่อที่เราจะมั่นใจได้ว่าบริษัทนั้น ทำงานให้กับเราได้อย่างครบวงจร หากงานส่วนใดของเราตกหล่นหรือผิดพลาด ทางบริษัทพร้อมที่จะแก้ไขปรับปรุงให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราไม่ต้องกังวล เพราะหากบริษัทไม่สามารถทำงานให้กับเราได้อย่างครบวงจร หรือทำให้เราได้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งนั้น หากวันหนึ่งเราติดขัดใดๆ เราก็ไม่สามารถที่จะไปต่อได้ ทำให้เราเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมากมาย ทางที่ดีก็คือควรเลือกบริษัท ที่พร้อมให้บริการเราอย่างครบวงจรจะดีที่สุด ทั้งนี้หากเราเลือกบริษัทที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั้น จะช่วยให้เราฝากให้บริษัทนั้น ดูแลการตลาดออนไลน์ให้เราได้อย่างครบวงจร โดยที่เราไม่ต้องเสียเวลามาโฟกัสการทำตลาดด้วยตัวเราเอง เราจึงมีเวลาในการทำอย่างอื่นมากยิ่งขึ้น ช่วยให้เรามีเวลาสำหรับการโฟกัสไปยังตัวสินค้าบริการของเรา และสามารถปรับปรุงสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถสร้างแบรนด์สินค้าอื่นๆได้อีกด้วย การเลือกบริษัทที่จะเข้ามาดูแลการตลาดออนไลน์ให้เรา จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ใช่ว่าเราจะเลือกโดยไม่สนใจบริษัทเลยได้ แต่ละบริษัทจะมีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่ค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายให้บริษัทที่เข้ามาดูแลโฆษณาให้เรานั้น ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แตกต่างกันมาก ดังนั้นอย่าลืมเลือกบริษัทให้ดีไปเลย จะได้ไม่เสียดายเงินทีหลัง
วิกฤตโรคระบาดอย่างโควิด ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถึงขั้นระส่ำระสาย ไม่เว้นแม้กระทั่งกับประเทศไทยเองที่ธุรกิจน้อยใหญ่พากันปิดตัวลง ปลดคนออกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่หากใครที่ยังยืนหยัดได้อยู่ก็คงต้องสู้กันต่อไป นับว่าเป็นความท้าทายของธุรกิจอย่างหนึ่ง ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อให้รอดพ้นสถานการณ์นี้ไปได้
ฉันต้องรอด! – ฝ่าภาวะวิกฤตเพื่อไปเจอวิกฤตกว่า
ใครที่กำลังโอดโอยว่าโควิดทำเศรษฐกิจตอนนี้แย่ แล้วคิดว่าถ้าจบโควิดแล้วอะไรจะดีกว่านี้ บอกเลยว่า หลังจากที่เศรษฐกิจพัง ยังต้องใช้เวลาที่จะเยียวยา ฟื้นฟูต่ออีก 1 – 2 ปี โน้นแหละค่ะ แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งตาย เพราะเราต้องรอด! เราจะมาเตรียมตัวเพื่อฝ่าวิกฤตนี้กัน
ธุรกิจต้องเริ่มตื่นตัวที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์และ Business Model เพื่อเพิ่มช่องทางในการหารายได้ หากคุณยังยึดติดอยู่กับวิธีการเดิม ๆ เท่ากับว่าคุณกำลังสวนกระแสวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น นั่นแปลว่าคุณกำลังฆ่าตัวตาย กลยุทธ์ที่กำลังมาในช่วงเวลานี้ ที่ต่อเนื่องติดพันมาตั้งแต่ช่วงกักตัว นั่นคือ การเปลี่ยนจากธุรกิจออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ จะเห็นได้ว่าช่วงกักตัว ผู้คนต่างใช้บริการออนไลน์กันเพิ่มขึ้นทวีคูณ ซึ่งยังคงต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ ถือว่าเป็น New Normal ที่คนเริ่มคุ้นชิน สะดวกใจที่จะใช้บริการ การจับจ่ายซื้อของเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็ว นั่นจึงเป็นโอกาสที่ดีที่คุณจะคว้าเอาไว้ ส่วน Business Model คุณจะต้องสภาพของตลาดตอนนี้ให้ออก เช่น เมื่อก่อนคุณอาจจะขายหน้าร้านเป็นหลัก แต่พอเจอโควิด คนมาเดินน้อยลง คนซื้อออนไลน์มากขึ้น ถ้าคุณยังดื้อดึงที่จะขายหน้าร้าน ธุรกิจคุณคงหายไปในเร็ววันแน่ ๆ และอย่าสุดท้าย คือ การแตกไลน์ของธุรกิจให้น่าสนใจมากขึ้น คุณอาจจะต้องลองทำ Mind Map ความคิดสักหน่อยว่า สินค้าของคุณมันตันแล้วหรือยัง ถ้ายัง สามารถต่อยอดอะไรออกไปได้บ้าง ซึ่งถ้าอันหนึ่งไม่ดี แต่อีกอันดีกว่า เราก็สามารถเทไปยังอันที่ดีกว่าได้นั่นเอง
2.ใช้ประโยชน์จากมาตรการเยียวยาของภาครัฐ
ผู้ประกอบการและเจ้าของกิจการจะต้องรีบประเมินสถานการณ์ธุรกิจของตัวเอง และวางแผน แนวทางที่จะนำเอามาตรการของภาครัฐมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตนเองมากที่สุด โดยอย่าไปจำกัดแค่ในเรื่องการกู้ยืมเงิน เพราะนั่นไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก แต่ควรขอคำปรึกษาเพื่อที่จะใช้ปรับปรุงกิจการ หรือกระบวนการภายในบริษัทให้ดีขึ้นกว่าเดิม การแนะนำเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าให้คุณงอมืองอเท้าเพื่อให้ภาครัฐเยียวยาอย่างเดียวนะคะ เพราะท้ายที่สุด การช่วยเหลือตัวเองคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครรู้ปัญหาได้ดีเท่ากับตัวผู้ประกอบการเอง
3.เทคโนโลยี : กุญแจสำคัญที่จะพาให้ธุรกิจรอด
จากการสำรวจพบว่าหนึ่งในธุรกิจที่จะยังคงอยู่ได้ในสภาวะเช่นนี้ นั่นคือ ธุรกิจด้านเทคโนโลยี นั่นแปลว่าการเปิดรับเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในธุรกิจของคุณเป็นเรื่องที่ควรทำ หากผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุดได้ จะเป็นเรื่องที่ดี เนื่องจากเทคโนโลยีจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดปัญหาเรื่องต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่มาจากมนุษย์อย่างการจ้างพนักงานเพิ่ม หรือต้นทุนที่มาจากทรัพยากร ข้าวของเครื่องใช้ และยังเป็นตัวช่วยเพิ่มผลผลิตต่าง ๆ ในระยะเวลาที่สั้นที่สุดด้วย ให้เราจำไว้เสมอว่า ธุรกิจที่ฟื้นตัวได้เร็ว จะมีโอกาสอยู่รอดในช่วงหลังโควิดมากที่สุด และเราควรมองจุดนี้ให้เป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคเดิม ๆ ไปสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้น เราจึงควรมีความคิดสร้างสรรค์ การไม่ยึดติดกับอะไรเดิม ๆ และเปิดใจกว้างต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ด้วย
4.การรักษาความสัมพันธ์ของกลุ่มฐานลูกเก่า
หากคุณมีลูกค้าเก่าที่มีความเป็น Brand Loyalty แล้วล่ะก็ ควรเก็บรักษาพวกเขาเหล่านั้นไว้ให้ดี ๆ นะคะ เพราะภาวะแบบนี้มันยากจริง ๆ ที่จะหาลูกค้าใหม่ คุณอาจจะใช้วิธีพึ่งพากันระหว่างธุรกิจของคุณและกับของลูกค้า เพื่อให้เกิดการเป็นพาร์ทเนอร์ซึ่งกันและกัน การดูแลแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะช่วยให้เรา win-win ด้วยกันทั้งคู่นั่นเอง
ใครกำลังประสบกับปัญหาจากวิกฤตตรงนี้ สามารถลองเอาคำแนะนำข้างต้นนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเองดูได้ค่ะ สิ่งสำคัญคือการเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรคเหล่านี้ เพราะอย่างไรเสีย เราก็ยังต้องเจอกับปัญหาอยู่เรื่อย ๆ สู้กับมันให้เต็มที่ ขอเป็นกำลังดี ๆ ให้กับทุกคนนะคะ
เชื่อไหมคะว่า ธุรกิจสัตว์เลี้ยงนับวันมีแต่โตกับโต เพราะเหล่าบรรดาทาสสายเปย์มักจะยอมทุ่มเท เสียเงินเพื่อให้นายท่านแฮปปี้และสะดวกสบาย เข้าคอนเส็ปต์ “เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า ลูกข้าต้องสบาย” ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เรากินมาม่าซองละ 10 บาท แต่นายท่านกินถุงละ 300 หรือจะเป็นของเล่น CF กันรัว ๆ แม้ว่าบางบ้าน เสียเงินเป็นแสน แขนไม่ไม่ยอมให้จับ แต่ก็ยังมีความสุขที่ได้ซื้อ และยิ่งเดี๋ยวนี้มีการผูกกับเทคโนโลยีที่เรียกว่า ”PeTech” เข้าไว้กับของเล่น เครื่องใช้เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ทาสอย่างเรา ๆ สบายขึ้นเยอะ เราจึงจะพาไปดูกันค่ะ
1.Waggit
ถ้าคนเรามี Garmin และ Apple watch ในการเช็คสุขภาพแล้วล่ะก็ ล่าสุด Waggit ปลอกคออัจฉริยะที่จะมาตอบโจทย์การดูแลสุขภาพของน้องหมาเช่นกัน นอกจากจะดูได้ว่าเจ้าหมาน้อยของเราฟิตขนาดไหน ยังช่วยให้เจ้าของดูแลสุขภาพน้องได้ดีกว่าด้วย โดย Waggit พัฒนามาให้วัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ชีพจรการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอน อุณหภูมิร่างกาย รวมไปถึงความเจ็บป่วย แน่นอนว่าเจ้าอุปกรณ์นี้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนของเราเพื่อเก็บข้อมูลและประมวลผลได้ด้วย
2.Unicall
เทคโนโลยีจากแดนปลาดิบที่จะทำให้เจ้าของสามารถรู้ถึงความรู้สึกและอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงได้ โดยตัวอุปกรณ์จะมีการติดเซ็นเซอร์ในการตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย ความเร็ว และความรู้สึกได้ นำไปเชื่อมต่อกับสามาร์ทโฟน ก็จะแสดงผลบนจอมือถือให้ได้รู้กันว่านายท่านของเราอยู่ในอารมณ์ไหน
3.ทำประกันภัยสัตว์เลี้ยงด้วยลายจมูก
Alipay แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนได้จับมือกับบริษัทประกัน คิดค้นเทคโนโลยีการตรวจจับลายจมูกของสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีความคล้ายของลายนิ้วมือในคน ซึ่งเทคโนโลยีจะไปทำการสร้างไฟล์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละตัว โดยใช้ลายจมูกและข้อมูลของพวกมันเพื่อยืนยันข้อมูล ทางอาลีเพย์มีเคลมมาด้วยค่ะว่า ระดับความแม่นยำมีมากถึง 99%
4.Petcube กล้องเลเซอร์อัจฉริยะ
gadget เอาใจทาสที่จะสร้างความบันเทิงให้เหล่าสัตว์เลี้ยงได้ในเวลาที่เจ้าของไม่อยู่ ด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยม ขนาดกะทัดรัด ที่มาพร้อม Wi – fi camera, intercom system และ laser สีแดง ที่จะช่วยให้เจ้าเหมียวได้ขยับ ออกกำลังกาย วิ่งไล่ได้อย่างสนุก ซึ่งไฮไลท์ของตัวนี้อยู่ที่คุณสามารถเห็นเจ้าเหมียวผ่านทางโทรศัพท์ที่เราได้เชื่อมต่อ gadget กับสมาร์ทโฟนเอาไว้ค่ะ ตัวเครื่องมีกล้องให้เราดูและเล่นกับน้องแบบเรียลไทม์กันไปเลย แถมยังบังคับเลเซอร์ได้ตามต้องการ เรียกว่าน้องเหมียวจะไม่เหงาอีกต่อไป แม้ว่าเราจะไม่อยู่บ้าน นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายรูปเพื่อแชร์ลงโซเชียลได้อีกด้วย
5.Smart Cat Feeder by Bistro
นวัตกรรมสุดล้ำกับเครื่องให้อาหารแมวอัจฉริยะจาก Bistro ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแข่งขันนวัตกรรมที่จัดโดย Indiegogo แพลตฟอร์มระดมทุนขนาดใหญ่ที่จะจัดแคมเปญเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ศิลปะ และภาพยนตร์ ความพิเศษของเจ้าเครื่องนี้อยู่ที่สามารถวิเคราะห์และจดจำใบหน้าของเจ้าเหมียวแต่ละตัวได้
ช่วยควบคุมการให้อาหารเวลาที่เจ้าของไม่อยู่บ้าน เพียงแค่เจ้าเหมียวมายืนอยู่ที่หน้าเครื่อง จะมีเซ็นเซอร์วัดน้ำหนัก จากนั้นเครื่องจะวิเคราะห์ใบหน้า และเก็บรวบรวมประมวลผลปริมาณอาหารและน้ำที่กินส่งไปยังสมาร์ทโฟนของเจ้าของ ทำให้เจ้าของอย่างเรารู้ถึงพฤติกรรมการกินอาหารของเจ้าเหมียว เพื่อนำมาปรับให้เหมาะสมกับแมวแต่ละตัว นอกจากนี้ ที่เจ๋งกว่านั้นคือ กล้องดังกล่าวนี้ยังสามารถบันทึกวีดีโอขณะที่เจ้าเหมียวกำลังกินข้าวส่งไปยังเจ้าของได้อีกด้วย
6.Bow-Lingual Dog Translator
ถ้าโดราเอมอนมีวุ้นแปลภาษา Bow-Lingual ตัวนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กันค่ะ เพราะเป็น Gadget ที่พัฒนามาเพื่อแปลงเสียงเห่าของสุนัขมาให้เจ้าของอย่างเรา ๆ เข้าใจว่าน้องหมานั้นกำลังสื่อสารอะไรกับเราบ้าง ซึ่งการแปลงผลจะออกมาในรูปแบบของภาพที่แสดงอารมณ์ เช่น กำลังหิว กำลังเศร้า เจ้าสิ่งนี้อาจจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของและน้องหมาได้ดียิ่งขึ้นก็ได้
Gadget ตัวนี้น่าจะถูกใจทาสหลาย ๆ คนนะคะ เพราะเป็นกล้องที่ทำออกมาเพื่อดูแลเหล่านายท่านของเรา ที่เคยไหมคะต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายวัน แต่เป็นห่วงว่าน้อง ๆ จะอยู่บ้านกันอย่างไร เพียงแค่มี Furbo ทุกความกังวลใจจะหมดไป เพราะเจ้าของสามารถดูสัตว์เลี้ยงผ่านมือถือได้ จะฟังเสียงน้องหมาน้องหมา หรือจะส่งเสียงทักทายก็ยังได้ ไฮไลท์ยังไม่หมดเท่านี้ ถ้าอยากให้อาหารก็ทำได้เช่นกัน แค่กดสั่ง อาหารก็จะถูกดีดออกแล้ว เพียงเท่านี้ระยะทางก็จะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป
เทคโนโลยีเข้ามาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับเราก็จริง แต่อย่าลืมว่าอย่างไรเสียเจ้านายตัวน้อยของเราก็ยังต้องการทาสอย่างเรามากที่สุด ทางที่ดีแบ่งเวลาเล่นและเอาใจใส่พวกเขาวันละนิดน่าจะดีกว่านะคะ
























