บทความ/สาระ

บทความ/สาระ (30)

"พี่ครับผมมีความสามารถ ผมอยากทำฟรีแลนซ์ แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี" นี่คือคำถามที่ผมมักได้ยินเป็นประจำจากพี่ๆ น้องๆ ชาวออฟฟิศทั้งหลาย  ซึ่งตัวผู้เขียนเองปัจจุบันทำฟรีแลนซ์เต็มตัวและพึ่งจะได้มีโอกาศเปิดบริษัทเป็นของตัวเองจริงจรังเมื่อไม่นานมานี้ จึงมีความคิดอยากแบ่งปันวิธีเริ่มต้นของการเป็นฟรีแลนซ์ให้กับชาวออฟฟิศทุกท่านที่มีความคิดอยากทำธุรกิจเสริมควบคู่ไปพร้อมกับงานประจำ หรือกลุ่มคนที่สู้เพื่อความฝัน เพื่อครอบครัว  ขอบอกเลยว่าวิธีนี้ มีหลายๆคนนำไปใช้แล้วประสบความสำเร็จจริง ซึ่งเรามาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีอะไรบ้าง

 

1.ทำภาพโฆษณาให้เด่นนั้นคือจุดขาย

ภาพโฆษณาเปรียบเสมือนความประทับใจแรกพบ หลายๆท่านที่ทำฟรีแลนซ์อาจละเลยกับเรื่องพวกนี้ ซึ่งจะทำให้คุณพลาดโอกาสอดได้ลูกค้า เพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้วลูกค้ามักไม่รู้ว่าบริการของคุณนั้นดีกว่าหรือด้อยกว่าคู่แข่งอย่างไร  และจากสถิติแล้วคนจะทั่วไปมักจะดูเพียงแค่ภาพโฆษณาก่อนซื้อ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากพลาดควรฝึกทำ PhotoShop หรือหัดเรียนแต่งรูปไว้บ้าง เพื่อที่จะได้ทำภาพโฆษณาสวยๆให้กับงานตัวเอง

gg

aftershave-cosmetic-advertising-concept1017-8194

ตัวอย่างรูป โฆษณาสวยๆ

 

 2.สร้างโปรไฟล์งานตัวเองใน Facebook Page หรือ จะสร้างเว็บไซต์ก็ได้ถ้าศักยภาพคุณถึง

หากคุณมีผลงาน หรือมีตัวอย่างสินค้า ขอบอกเลยว่าจงนำมันออกมาโชวให้ผู้คนเห็นบ้าง เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักดูตัวอย่างผลงานประกอบการตัดสินใจก่อนว่าจ้างเสมอ ในที่นี้ผมขอแนะนำวิธีง่ายและประหยัดที่สุดนั่นคือ การสร้าง Page Facebook จากนั้นให้นำตัวอย่างผลงาน  ภาพโฆษณา หรือ สินค้า ใส่ลงไปเลยครับ เอาให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ หรือใครที่มีความรู้เรื่องเว็บไซต์อยากจะสร้างเว็บเก๋ๆ แนวๆ ไว้ใส่ผลงานก็ไม่ว่ากัน   แต่อย่าลืมนะครับว่าคัดภาพที่จะมาลงนิดนึงครับ 

 

theknightตัวอย่าง Facebook Page และ Website โชวโปรไฟล์งานของเรา

 

 

 

 3.โปรโมท ผ่าน Social ไปเลย ยังไงก็ไม่เสียตัง

หากคุณมีครบทั้งภาพโฆษณาและ ช่องทางนำเสนอโปรไฟล์ของตัวเองไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Website วิธีต่อไปที่คุณจำเป็นต้องทำอย่างยิ่งเลยนั่นคือ “ยิงโฆษณา” ผ่านช่องทาง Social ต่างๆ เพราะอะไรนะหรือ   เพราะมันฟรีไงหละครับคุณผู้ชม     ยกตัวอย่างหากคุณมีเพื่อนในไลน์สัก 100 คน และใน Facebook อีก 500 คน สมมุติว่าคุณขายของชิ้นนึงกำไร 200 บาท และมีเพื่อนจากไลน์ หรือ facebook ประมาณ 20 สั่งซื้อกับคุณ แค่นี้ คุณก็จะได้เงิน 4000 บาท ก็เข้ากระเป๋าโดยที่คุณแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย    <ตัวผู้เขียนทำวิธีที่ 1-3 ซึ่งใช้เวลา 2 อาทิตย์ในการทำ และทำให้เดือนนั้น มียอดออร์เดอร์ จากเพื่อนใน Facebook และ line เข้าประมาณ ห้าหมื่นบาท ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงนะครับ>

add

รูปตัวอย่าง โฆษณาผ่าน Social Media

 

 4.แปะโฆษณาตามกระทู้ฟรี และเว็บขายของฟรีต่างๆ

วิธีฟรีอีก 1 วิธีที่ประมาทไม่ได้เลย และถือเป็นการโฆษณางานของเราได้ดีมาก นั้นคือการไปฝากกระทู้งานเราผ่านเว็บฟรีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น kaidee.com   pantipmarket.com  bloggang.com หรือถ้าใครมั่นใจหน่อย ก็อาจจะไปเขียนแนะนำตัวเองในเว็บพันทิพก็ได้ไม่ว่ากัน ซึ่งจะช่วยให้คนรู้จักคุณมากขึ้น ยิ่งถ้าผลงานคุณเข้าตาลูกค้าแล้วละก็ การเป็นฟรีแลนซ์เงินแสนต่อเดือนก็ไม่ยากเกินที่จะไขว่คว้าจริงไหมครับ

download

รูปตัวอย่าง เว็บฝากโฆษณาฟรี

 

5.ปรับปรุงผลงาน พัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลา

สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะมีลูกค้าเยอะจนรับงานไม่หวาดไม่ไหว ก็จงอย่าลืมพัฒนาฝีมือ รวมทั้งผลงาน และให้เน้นความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง เพื่อให้เป็นที่ชื่นชมและสร้างความประทับใจกับลูกค้า และเชื่อเถอะครับว่าถ้าคุณทำดี ยังไงลูกค้าก็จะบอกกันไปปากต่อปากเอง เผลอๆคุณอาจจะลาออกจากงานประจำของคุณมาทำฟรีแลนซ์เต็มตัวก็ได้

 

 

 

 

how-to-design-logo1วิธีออกแบบโลโก้ให้สวยปัง ดึงดูดลูกค้า

 finexdesign-blog-compare-google-ads-vs-facebook-ads

Logo ที่ดีเป็นยังไง

-โลโก้ที่ดีคือโลโก้ที่ดูโดดเด่นสวยงาม ไม่เยอะจนเกินไป และต้องเข้ากันกับธุรกิจที่ท่านกำลังทำอยู่

 

รูปแบบโลโก้ ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน โดยทั่วไปจะมีอยู่ประมาณรูปแบบ

 

1.โลโก้แบบป้ายสัญลักษณ์ เป็นโลโก้แบบแรกที่ผมขอกล่าวถึง ข้อดีของโลโก้ประเภทนี้ คือจะให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ เป็นที่พักพิงของผู้คน และเป็นจุดศูนย์รวมของสรรพสิ่ง โดยธุรกิจทีเหมาะสมกับโลโก้ประเภทนี้ จะเน้นหนักไปทาง ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ปั้มแก๊ส  บริษัทมหาชน หรือสถานที่ที่ต้องการให้เป็นจุดศูนย์รวมของผู้คน เป็นต้น

 

2017-06-04--004251

รูปตัวอย่างโลโก้ แบบสัญลักษณ์

 

2.โลโก้แบบเน้นตัวอักษร เป็นโลโก้ที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน อีกทั้งเหมาะกับธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ข้อดีของโลโก้ประเภทนี้ จะเรียกว่าเป็นบิดาแห่งโลโก้ทั้งหมดในโลกก็ว่าได้ เพราะมันสามารถใช้ได้กับทุกกลุ่มธุรกิจจริงๆ  เพราะเป็นโลโก้ที่ให้ความรู้สึกเป็นกลาง และให้ความรู้สึกมาตรฐาน แต่จะดีมากถ้าใช้กับธุรกิจประเภทที่เกี่ยวข้องกับความทันสมัย อุปกรณ์ไอที เทคโนโลยี หรือพวกข่าวสารข้อมูล เป็นต้น

2017-06-04--005217

รูปตัวอย่าง โลโก้แบบตัวอักษร

 

3.โลโก้แบบรูปภาพ เป็นโลโก้แบบสุดท้ายที่จะกล่าวถึง ซึ่งจะมีความคล้ายคลึงกับโลโก้แบบสัญลักษณ์ แต่จะต่างกันตรงที่ว่าโลโก้ประเภทนี้มักจะมีรูปภาพที่สื่อความหมายตรงกับชื่อแบรนด์ และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน เพราะดูเข้าใจง่าย และเข้าถึงตลาดได้รวดเร็ว แต่ข้อเสียของโลโก้ประเภทนี้คือ จะต้องใช้คนที่มีทักษะและความเข้าใจในเรื่องศิลปะผนวกกับการตลาดเป็นอย่างสูง เพราะหากทำออกมาไม่ดีก็จะกลายเป็นดูเยอะไป จนไม่น่าสนใจ เพราะลูกค้าจะไม่รู้ว่าโลโก้จะสื่อถึงอะไร โลโก้ประเภทนี้เหมาะกับการนำไปติดเป็นฉลากข้างหน้าบรรจุภัณฑ์ได้ทุกประเภท หรือจะใช้กับธุรกิจพวกอาหารก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

 2017-06-04--010825

 

หลักการออกแบบโลโก้ที่ดี

1.ให้ท่านตรวจสอบว่าธุรกิจของท่านอยู่ในหมวดหมู่ใด  (หากนึกไม่ออกย้อนดูด้านบนได้เลยครับ)

 

2.ให้ทำการบ้านโดยการเช็คธุรกิจของคนอื่นที่ทำธุรกิจในรูปแบบเดียวกับท่านให้มากที่สุด ในที่นี้ไม่ได้หมายความให้ก๊อปปี้เค้านะครับ แต่เป็นการให้แน่ใจว่าโลโก้ของเราจะไม่ไปซ้ำกันกับของคู่แข่ง ซึ่งถ้าหากซ้ำ ถือว่าอันตรายมากเสี่ยงโดนฟ้องร้องได้

 

3.เริ่มต้นออกแบบโลโก้ ซึ่งในที่นี้ผมขอแนะนำ โปรแกรม Photoshop ,Softlink logo maker เป็นต้น เพราะใช้งานง่ายมาก

 

4.ให้ลองออกแบบมาซัก 3 แบบ แล้วถาม Feedback จากคนรู้จักของท่านว่ามีความรู้สึกแบบใหน ถ้าอันไหนมีคนชอบเยอะ ก็ให้เลือกอั้นนั้นมาพัฒนาต่อ หรือจะใช้จริงเลยก็ได้ แค่นี้ท่านก็จะได้โลโก้เจ๋งๆ เป็นของตัวเองแล้วครับ

 

คำเตือน การใช้โลโก้สำเร็จรูป มีความเสี่ยงที่โลโก้ของท่านจะซ้ำกันกับธุรกิจของคนอื่นสูง เพราะฉนั้นถ้าคิดจะก๊อปปี้ของคนอื่น ห้ามก๊อปปี้เกิน 30 % เพราะมันจะดูออกง่ายมากว่าท่านก๊อปปี้มา

 

ด้วยความปรารถนาดี

 finexdesign-google-ads-digital-marketing

 

 

 

 

Page 3 of 3