บทความ/สาระ

บทความ/สาระ (26)

 

Picture6      ปัจจุบันโลกกำลังก้าวสู่ยุคของเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ที่มีเครื่อข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนประกอบหลักที่ก่อให้เกิดการแข่งขันในการนำเทคโนโลยีมาใช้ทางธุรกิจ อย่าง Virtual Reality (VR) โลกเสมือน VR ทำให้เราวาร์ปการรับรู้ของผู้ใช้เข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง โดยใช้การเรนเดอร์ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกให้ออกมาสวยงามสมจริง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงช่องทางการติดต่อสื่อสารใหม่ ๆ เราอาจจะพอนึกออกว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ถูกนำไปใช้ในด้านบันเทิงเสียมาก แต่จริง ๆ แล้วโลกเสมือนจริงสามารถช่วยภาคธุรกิจได้จริง ๆ น่ะหรือ เราจะพาถอดรหัสเพื่อหาคำตอบนั้นกันค่ะ

 

Virtual Reality (VR): เทคโนโลยีโลกเสมือน
            เป็นการจำลองวัตถุหรือองค์ประกอบเสมือนโดยผ่านอุปกรณ์สารสนเทศ ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่นั้นเลยก็ได้ พูดง่าย ๆ คือการสร้างโลกเสมือนที่ตัดขาดโลกภายนอกได้อย่างไร้ร่องรอย โดยทั่วไปจะใช้อุปกรณ์อย่างแว่น VR เมื่อเราใส่แว่นนี้ บรรยากาศรอบข้างจะเปลี่ยนไปตามสถานที่เสมือนจริงต่าง ๆ ที่อยู่ในแว่น เราสามารถเห็นแบบ 360 องศา ซึ่งเราจะพบได้มากในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างธุรกิจเกมและการสื่อสารที่จะทำให้เราสามารถใกล้ชิดกันได้มากกว่าที่เคยเป็น
5ff4969d86c95

 

Augmented Reality (AR): เมื่อโลกเสมือนมาบรรจบกับความจริง
        
เทคโนโลยีที่มีการผสมผสานโลกเสมือนเพิ่มเข้าไปในโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อทำให้เกิดการกลมกลืนกันให้มากที่สุดจนมนุษย์อย่างเรา ๆ แยกไม่ออก โดยทำการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ เช่น Webcam สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ รวมถึงการใช้ Software ต่าง ๆ เพื่อจะทำให้ภาพที่เห็นในจอกลายเป็นภาพ 3 มิติ และมีมุมมอง 360 องศา อย่างเกมที่ดังมากในช่วงหลายปีที่ผ่าน “Pokemon GO” ซึ่งเราสามารถจับโปเกมอนที่โผล่ออกมาในสภาพแวดล้อมจริง ๆ ได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน นับว่าประสบความสำเร็จแบบถล่มทลาย
picture1

 

Augmented Reality ก้าวมาสู่บทบาทในภาคธุรกิจ
          
 โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้การให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวของแบรนด์สินค้าหรือการเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าถือเป็นส่วนสำคัญที่ส่งเสริมการขายได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกัน Augmented Reality (AR) ในธุรกิจค้าปลีกต่าง ๆ ก็ได้นำเทคโนลีดังกล่าวนี้มาเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าในโลกเสมือนจริงผ่านแอพพลิเคชั่น AR แบบโต้ตอบและนำเสนอมุมมองของตัวสินค้าในหลายมิติ ทั้งได้สัมผัส ทดลองสินค้า ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในการช่วยตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์ให้ง่ายขึ้นนั่นเอง เช่น ธุรกิจแบรนด์เครื่องแต่งกายและรองเท้าชื่อดังอย่าง Timberland ก็จับเอาเทคโนโลยี AR โดยการสร้าง Virtaul Fitting Mirror ขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้ลองนำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์มาทาบกับตัวแทนการลองเสื้อผ้า รองเท้าจริง ๆ แน่นอนว่าลูกค้าสามารถสนุกสนานกับความแปลกใหม่และตื่นตาตื่นใจ

 

หรืออย่างแวดวง Jewelry เอง บางครั้งการเลือกซื้อออนไลน์แบบเดิม ๆ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเครื่องประดับนั้นเหมาะสมกับเราหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้ไปลองด้วยตัวเอง ด้วยความที่สินค้าอัญมณีเชื่อมโยงและสะท้อนกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รวมถึงความหรูหราและราคาที่สูง ดังนั้น การนำเสนอสินค้าให้มีความน่าสนใจ มีสตอรี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่จะนำมาเป็นจุดขายให้เกิดความโดดเด่นในการตลาดที่มีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการขายบนโลกออนไลน์ ที่ได้นำแอพพลิเคชั่น และการถ่ายภาพมาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ลูกค้าได้ลองสินค้าจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปยังหน้าร้าน

 Picture4

Picture5

            นอกจากการเล่าเรื่องราว การสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างแบรนด์สินค้าและลูกค้าแล้ว ยังเป็นการสร้างความพึงพอใจ ความเชื่อมั่นและโน้มน้าวให้เกิดการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้มากขึ้นด้วย   

 

            นอกจากนี้ เทคโนโลยีเสมือนจริง (AR) เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่สามารถใช้ในการเผยแพร่แบรนด์สินค้าไปทั่วโลก ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนได้เป็นจำนวนมาก เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว เปรียบเทียบกับกลยุทธ์ทางการตลาดเดิม ๆ ที่นำเสนอขายเครื่องประดับในแคตตาล็อกราคาแพงพร้อมภาพสุดหรู กับการใช้ Augmented Reality (AR) ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น นั่นเป็นการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนโดย AR สามารถนำเสนอข้อมูล ทั้งในการถ่ายทอดเรื่องราว การสัมผัสกับสินค้าเสมือนจริง ซึ่งสามารถให้รายละเอียดให้กับลูกค้าได้ในทุกมุมมอง AR จะเป็นตัวช่วยเพิ่มความเสมือนจริง และยังช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอและมั่นใจก่อนที่จะตัดสินใจซื้อนั่นเอง


Picture1

            เคยได้ยินหลายคนพูดว่า “ทำงานประจำก็ดีอยู่แล้ว จะออกมาเสี่ยงกับอะไรที่เราไม่รู้หนทางข้างหน้าทำไม” นั่นคือคำพูดของคนที่ไม่กล้าหลุดออกจาก Comfort Zone และก็ไม่ง่ายเลยที่จะก้าวผ่านความกลัวตรงนี้ได้ รวมถึงไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำได้ เราจะไม่พูดว่า ออกมาแล้วต้องทำสำเร็จ เพราะค่าความสำเร็จของแต่ละคนไม่เท่ากัน

เอาชนะความกลัวด้วย Passion
          
รู้หรือไม่ว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพเริ่มมาจาก Passion ของคน ๆ หนึ่ง ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของคนบนโลกนี้ และในขณะเดียวกัน มันคือการนำ Passion มาทำให้เป็นเงิน การจะเริ่มต้นธุรกิจสักอย่างหนึ่ง เชื่อแน่ว่าหลายคนต้องผ่านความกลัว ความกังวล ว่าทำไปแล้ว จะเจ๊งไหม หรือแม้กระทั่งการสงสัยและตั้งคำถามในตัวเอง ว่าคนอย่างฉันจะทำได้เหรอ เคยมีการศึกษาหนึ่งบอกว่ากรที่เราบอกตัวเองซ้ำ ๆ มันจะถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึก ทำให้เราสามารถทำสิ่งนั้นได้อย่างอัตโนมัติ เช่น ถ้าเรากลัว ไม่กล้าจะออกจากงานประจำ เราก็อาจจะบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่า ฉันไม่กลัว ฉันทำได้ บางคนคิดแต่ไม่กล้าลงมือทำ เอาแต่รอ รอให้มีเงินที่มากพอ รอนั่นรอนี่ไปเรื่อย ๆ นั่นจะกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ให้เราไม่เริ่มต้นสักที ชีวิตคนเรามันไม่ได้พร้อมแบบเพอร์เฟค 100% แต่มันอาศัยการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนไปตลอดทั้งชีวิต ขอแค่คุณมั่นใจว่าปัญหาที่คุณต้องการแก้คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ และมีพลังมากพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมาจริง ๆ
5ff870bc1126c

ควรเริ่มต้นธุรกิจสตาร์ทอัพอย่างไรให้เวิร์ค
          
ถ้ามีใครบอกว่าเราควรเริ่มต้นธุรกิจจากสิ่งที่เราชอบแล้วจะประสบความสำเร็จ บอกเลยค่ะว่า มันเป็นแค่คำพูดลอย ๆ เนื่องจากสิ่งที่เราชอบมันอาจจะไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่งอย่าง มันยากที่เราจะไล่ทดสอบความชอบและ Passion ว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนสนใจมันหรือเปล่า ดังนั้น ทางที่ง่ายกว่าคือการค้นหาว่าผู้คนต้องการอะไร แล้วเอา Passion หรือ skill ที่คุณมีไปสร้างคุณค่า เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนเหล่านั้น 

            อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจกำลังสงสัย ว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้คนต้องการอะไร? เราจะต้องทำการวิเคราะห์ออกมาก่อนด้วยสมการง่าย ๆ ที่ว่า “Passion + Skill -> Problem + Market = Opportunity” จากนั้นให้คุณมีมุมมองในการคิดที่จะทำธุรกิจว่า 
            1) เริ่มต้นที่ปัญหา เนื่องจากปัญหาจะช่วยให้เราสามารถประเมินขนาดของตลาด (หมายถึง ผู้คนที่ประบกับปัญหานั้นอยู่) เพื่อตีออกมาเป็นมูลค่าของธุรกิจ ว่าธุรกิจของเราจะทำเงินได้เท่าไหร่ ซึ่งในการวิเคราะห์ปัญหาปัญหาที่เหมาะกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้เน้นปัญหาที่หนักหนาสาหัสและยังหาทางออกไม่ได้ จุดนี้ถ้าคุณกลัว จบเลยนะคะ ต่อมา เน้นปัญหาที่ใหญ่ หมายถึงปัญหานี้กระทบต่อผู้คนจำนวนมาก และอย่างสุดท้ายคือ เน้นปัญหาที่ยาวนานจนดูเหมือนจะเรื้อรัง

5ff870e6539dc

            2) จากนั้น ควรเริ่มต้นธุรกิจด้วยต้นทุนที่ต่ำไว้ก่อน จากน้อยไปมาก เพราะหากมีอะไรผิดพลาด เรายังพลิกฟื้นตัวได้ง่ายกว่า อีกทั้ง ต้นทุนที่ต่ำสามารถขยายไปให้สูงขึ้นได้ในอนาคต แล้วต้นทุนที่สูงตั้งแต่ต้น มันจะทำให้เราจมไม่ลง ปรับแก้ได้ลำบากมากกว่า
            3) และสุดท้าย เริ่มต้นลงมือทำ อย่ามัวแต่คิด ฝันจะเป็นจริงแล้ว เพียงแค่เราลงมือทำ ถ้าฝันยังคงล่องลอยอยู่แค่เพียงในหัว มันก็เท่ากับเป็นแค่ฝันกลางวัน5ff870e6539dc

            แค่ก้าวผ่านความกลัวได้ คุณก็ไปต่อได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ถ้าเรามีความรู้ และพร้อมที่จะลงมือทำ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากติดกับการวนลูปอยู่กับงานประจำเดิม ๆ จงทำตาม Passion ที่คุณมี Passion และ Skill ที่คุณมี ถ้าไปตรงกับความต้องการของผู้คนได้ อย่างไรมันก็คือโอกาสทางธุรกิจ แต่หากใครยังไม่กล้าจะเดินออกจาก Comfort Zone จริง ๆ เอาแนวทางข้างต้นนี้ไปใช้ในการต่อยอดเพื่อเกิดรายได้เสริมก็ได้ค่ะ 
            ถึงตรงนี้ เราอาจจะตอบคำถามของคนในตอนต้นได้แล้ว ว่าในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ความมั่นคงอาจจะยังเป็นศูนย์ เพราะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่พอทำไปนาน ๆ เข้า จนเกิดทักษะความชำนาญ ความเสี่ยงนั้นจะค่อย ๆ ลดลง และถูกแทนที่ด้วยความมั่งคั่งนั่นเอง


a
เชื่อว่าหลายๆคนคงมีความคิดที่จะลาออกจากงานประจำที่สุดแสนจะน่าเบื่อและเลือกมาตายเอาดาบหน้า แต่ช้าก่อน
!! จงจำไว้ว่าหากสิ่งสำคัญ 4 อย่างนี้ยังไม่พร้อม จงอย่าเพิ่งเสี่ยงลาออกจากงานประจำเด็ดขาดเพราะคุณมีโอกาศสูงมากที่จะเจ๊งและไปไม่รอดในการทำธุรกิจส่วนตัว เรามาดูกันว่า 4 อย่างสำคัญที่คุณต้องเตรียมพร้อมนั้นมีอะไรบ้าง


1.คอนเน็คชั่น

คอนเน็คชั่น คือสิ่งสำคัญอันดับแรกๆ ของการเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะมันเป็นสิ่งที่ช่วยการันตีว่าธุรกิจของคุณจะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่มีศักยภาพพร้อมที่จะช่วยเหลือหรือให้เครดิตต่างๆกับเราในการทำธุรกิจ เช่นกลุ่มคู่ค้าที่คอยส่งสินค้าในราคาทุนให้กับเรา หรือว่าจะเป็นลูกค้าที่เชื่อใจและพร้อมจะสนับสนุนเราไปตลอดระยะเวลาในการทำธุรกิจ

 

2.เงินทุน

คงไม่ดีแน่ หากคุณเลือกที่จะลาออกจากงานประจำโดยไร้ซึ่งเงินเก็บสำหรับใช้ในชีวิตช่วงทำธุรกิจ เพราะคุณต้องตระหนักไว้ว่าการทำธุรกิจนั้นคือการลงทุนจึงจะได้ผลตอบแทน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรืองานบริการก็ต้องลงทุนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ค่าสินค้า ค่าอะไหล่ เครื่องจักร น้ำมันรถ ค่าอุปกรณ์สำนักงาน ล้วนแต่ต้องใช้เงินในการบริหารสิ่งเหล่านี้



3.ความชำนาญในธุรกิจ

การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างน้อยเราต้องมีความชำนาญในการทำธุรกิจ เพราะหากคุณลองสังเกตุจากคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นล้วนแต่รู้ลึกรู้จริงในธุรกิจที่เขาทำ และเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เพราะคุณต้องรู้และทำได้ดีก่อนจึงจะสอนคนอื่นได้

 

4.กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

แน่นอนว่าถึงแม้ว่าคุณจะมีพร้อมทั้งคอนเน็คชั่น เงินทุน หรือความรู้เชี่ยวชาญในธุรกิจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณจะขายสินค้าและบริการของคุณให้กับใคร และลูกค้าแบบไหนที่ใช้บริการเรา เพราะการที่เรารู้จักกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดี ก็จะช่วยให้เราวางแนวทางและกำหนดเป้าหมายในการทำธูรกิจได้ชัดขึ้น ไม่ใช่ว่าทำธุรกิจแบบไม่รู้เลยสักนิดว่าจะไปขายให้ใคร เพราะแบบนั้นก็ถือว่าเจ๊งตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำแล้ว

 

 

Joomla คือCMSรูปแบบหนึ่ง ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เขียนเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป มีความยืดหยุ่นสูง สามารถเพิ่มระบบเสริม Extension หรือ Plugin ต่างๆ ได้มากมาย  ซึ่งCMSที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันมีมากมายหลายตัว แต่ถ้าเอาแบบที่คนนิยมเยอะสุดได้แก่ Wordpress>Joomla>Drupal ตามลำดับ  แต่สำหรับบทความที่เขียนในวันนี้ ผู้เขียนจะขอให้ Joomla เป็นพระเอกครับ เพราะโดยส่วนตัวหลังจากได้ลองใช้Joomla มา 4 ปี กลับรู้สึกชอบในความยืดหยุ่นของCMS(Joomla)เป็นอย่างมาก  ซึ่งผู้เขียนจะขอธิบายข้อดีและข้อเสียของเจ้า Joomla ไว้ดังต่อไปนี้

 

ข้อดีของ Joomla

 

มีความยืดหยุ่นสูง

  • ระบบของ Joomla นั้นมีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ก็ออกจะซับซ้อนไปหน่อยสำหรับผู้เริ่มใช้งานใหม่ๆ ซึ่งอาจจะทำให้งงได้ แต่โดยส่วนตัวผู้เขียนเป็นคนชอบแต่งเว็บ ปรับโน่น เพิ่มนี่ตลอดเวลา และเท่าที่ได้ลองจับCMSมาแล้วหลายตัว พบว่าJoomlaตอบโจทย์ตรงนี้ได้มากที่สุด

 

joomla-pic

 

สามารถใช้ทำเว็บไซต์ขนาดใหญ่ก็ได้

  • ด้วยความที่ Joomla สามารถเสริมพวก Component ,Plugin,Module,Language Switch จึงถือว่าครบเครื่องมากหากจะใช้ทำเว็บขนาดใหญ่ที่ต้องมีการจัดการข้อมูลหลายๆ ส่วน หรือเรียกได้ว่า Joomla ทำเว็บได้แทบทุกชนิดเลยก็ว่าได้

 

ทำเว็บขายสินค้าออนไลน์ก็ดี

  • มีปลั๊กอินเสริมที่เรียกว่า Virtuemart แต่หลายๆคนบอกว่าใช้งานยาก ซึ่งผู้เขียนคิดว่าไม่ เพียงแต่หน้าตาอาจจะไม่สวยเท่ากับ Woocommerce ของ Wordpress เท่านั้นเอง อันนี้สังเกตุจากลูกค้าก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ลงสินค้าง่ายดี และยอดเยี่ยมไปอีกถ้าเอาไปทำเว็บสินค้าแนว Catalog ที่ตัดระบบชำระเงินออกไป ให้เหลือแต่การแสดงสินค้าอย่างเดียว ข้อนี้ประทับใจมาก

 

joomla-ecommerce

 

 

เป็นมิตรกับนักพัฒนา

  • ตรงนี้ตรงใจผู้เขียนมากที่สุด เพราะถึงJoomla จะเป็นเว็บสำเร็จรูปก็จริง แต่ถ้าประยุกต์ใช้ดีๆ ก็สามารถใช้ออกแบบเว็บได้แทบทุกแนว อีกทั้งTemplate ของjoomla บางตัวก็ยืดหยุ่นมาก สามารถแก้ไข ปรับแต่งได้อย่างไร้ขีดจำกัด

 

ปลอดภัยสูง

  • มีการอัพเดดเวอร์ชั่นบ่อย เพื่อคอยปิดช่องโหว่ความปลอดภัยให้Joomlaอยู่เสมอ

 

Social Network ของ Joomla อยู่ทั่วโลก

  • หากคุณต้องการความช่วยเหลือ คุณจะเจอกลุ่มเพื่อนนักพัฒนาเว็บไซต์ที่ใช้joomla ที่เยอะมากๆ ก็ใช่สิJoomlaเป็นCMSรุ่นบุกเบิกฐานผู้ใช้จึงมีตั้งแต่เด็กยันวัยชราเลยทีเดียว อีกทั้งทุกปัญหาที่เราเจอระหว่างการใช้งาน Joomla จะมีคำตอบและวิธีแก้ให้หมด แต่ตรงนี้ต้องรู้ภาษาอังกฤษบ้างนะครับ เพราะกระทู้เกี่ยวกับJoomlaส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ90%

 

 

ข้อเสียของ Joomla

 

ไม่เหมาะกับการทำเว็บแนวBLOGหรือบทความ

  • คุณจะปวดหัวมากถ้าต้องทำเว็บประเภทBlog ด้วยJoomla เพราะจะให้ความรู้สึกเหมือนนายจะเยอะไปไหน อัพรูปก็ยาก อัพบทความก็ยาก งงมากพูดเลย แตเดี๋ยว!!แต่ถ้าคุณคือสายเปย์ เงินไม่ใช่ปัญหา คุณก็สามารถหาซื้อPlugin เสริมเด็ดๆ มาใส่ ให้เว็บJoomlaของคุณเป็นเว็บบล๊อกสวยๆได้ เหมือนกัน

joomla-web-blog-sample

ใช้งานยากไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้น

  • หากคุณคิดอยากลองฝึกทำเว็บครั้งแรกในชีวิตกับJoomlaแล้วละก็ ขอจงล้มเลิกความคิดนี้ไปได้เลย เพราะคุณต้องมีพื้นฐานด้านเว็บไซต์พอสมควรถึงจะcontrolเจ้า Joomla ม้าพยศนี้ได้ เพราะระบบของJoomlaใหญ่โต อลังการงานสร้าง มีเมนูฟังก์ชั่นมากมายหลายพันรายการ จดจำกันไม่หวาดไม่ไหว ต้องอาศัยฝึกทำบ่อยๆ เท่านั้น

 

หน้าตาระบบหลังบ้านไม่สวย

  • อันนี้ยอมรับเลยว่า หน้าตาของระบบหลังบ้านของjoomla อาจจะดูไม่สวย ไม่น่ารัก ถ้าจะให้เทียบกับWordpressซึ่งมีความทันสมัย และดูสบายตามากกว่า 

 

 

สุดท้ายนี้สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากไว้คือ CMS อย่างJoomla ถึงแม้ว่าจะดีมาก แต่ก็มีช่องโหว่ และจุดด้อยเยอะพอสมควร ซึ่งก็เป็นธรรมดาของCMS ทุกตัวบนโลกที่ไม่มีตัวไหนดีที่สุด ทุกตัวมีความโดดเด่น แตกต่างกันไป หากคุณลองJoomla แล้วไม่ชอบ ก็สามารถเลือกใช้ Wordpress หรือ Drupal และลองถามตัวเองดูว่าโปรแกรมไหนเหมาะกับเรามากที่สุด

how-to-success-business

1.หน้าใหญ่

เป็นสิ่งที่คนเป็นเจ้าของธุรกิจควรตระหนักเอาไว้เป็นอย่างแรก เพราะว่าการที่คุณทำธุรกิจก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมีกินมีใช้มากกว่าคนที่ทำอาชีพอื่น ดังนั้นจงเลิกนิสัยชอบเลี้ยงข้าวลูกน้อง แจกของขวัญลูกน้องแบบไร้สาเหตุ หรือการใช้ของฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้มีความจำเป็นเพียงแค่ต้องการใส่เพื่อโอ้อวดคนอื่น เพราะไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ประสบความสำเร็จ ใช้เงินสุรุ่ย สุร่ายแบบไม่เห็นค่าของเงินเพียงเพื่อต้องการอวดฐานะ พอตรงนี้หลายคนอาจมีคำถามว่าแล้วเราจะทำธุรกิจไปทำไมในเมื่ออยากซื้อของฟุ่มเฟือยอะไรก็ไม่ได้ คำตอบคือให้ธุรกิจคุณมีกำไรมากพอและเดินหน้าอย่างไม่ขัดสนก่อน ถึงเวลานั้นคุณจะให้ของขวัญตัวเองหรือจะซื้อให้ใครกี่ชิ้นก็ไม่มีใครว่าคุณ

 

2.รับลูกน้องแบบไม่ดูสถานการณ์

หลายๆคนพอเริ่มเปิดบริษัทหรือทำธุรกิจไปสักระยะก็จะเริ่มจ้างลูกน้องเข้ามาช่วยงาน ซึ่งตรงนี้แหละที่พลาด เพราะการจ้างลูกน้องควรทำก็ต่อเมื่อธุรกิจเริ่มอยู่ตัวหรือเราบริหารได้เองมาสักระยะโดยไม่ขัดสน การเร่งรีบรับลูกน้องเข้ามาเลยนอกจากจะเสียเวลาในการสอนแล้ว ยังเพิ่มต้นทุนของธุรกิจคุณให้มากขึ้นไปอีก บางครั้งเลวร้ายถึงขนาดทำให้ธุรกิจสะดุดและถึงขั้นเจ๊งไปเลยก็มี และจงจำไว้ว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นอะไรที่เหนื่อยและต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างสูง ถ้าอะไรยังไม่เข้าที่เข้าทางก็อย่าพึ่งรีบจ้างพนักงาน

 

3.แม้งานจะยุ่งลูกค้าจะเยอะ แต่ก็จงห้ามลืมหาลูกค้ารายใหม่เพิ่มให้ธุรกิจตัวเอง

มีนักธุรกิจใหม่ไฟแรงหลายคน หลังจากเริ่มทำธุรกิจไปสักระยะหนึ่งพอเริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้นก็จะหยุดรับงานแล้วอ้างกับตัวเองว่า "งานเยอะครับยังไม่รับก่อน เดี๋ยวรอเครียร์งานแล้วค่อยรับใหม่นะครับ" ประโยคนี้แหละที่จะทำให้คุณเจ๊งโดยที่ไม่รุ้ตัว เพราะหลายๆ ครั้งพอคุณเริ่มเคลียร์งานได้เสร็จ ลูกค้าก็หายไปจ้างที่อื่นซะแล้ว ซึ่งพอถึงเวลานั้นคุณจะไปวิ่งหาลูกค้าจากไหน ในเมื่อก่อนหน้านี้คุณได้ปฏิเสธลูกค้าไปแล้วว่างานคุณยุ่ง ทำไม่ทัน ซึ่งตรงนี้มีเทคนิคคือให้บอกลูกค้าว่ารอได้ไหมเดี๋ยวจะให้ราคาพิเศษ หรือให้ลูกค้าจองไว้ก่อนได้ไหม อะไรทำนองนี้ เพราะอย่างน้อยก็ดีกว่าการทิ้งลูกค้าไปเลยแล้วเสียเวลาหาเอาดาบหน้าซึ่งไม่รู้ว่าจะได้สั่งซื้อกันจริงหรือเปล่า ดังนั้นต้องระลึกเสมอว่าการเริ่มต้นทำธุรกิจที่ดีคือการหาลูกค้ามาใช้บริการให้ได้อย่างสม่ำเสมอ 

 

4.สินค้าและบริการน้อยเกินไป

ข้อนี้ก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะหลายๆครั้งที่เห็นธุรกิจเจ๊ง ก็เกิดมาจาก กระแสของสินค้าหรือบริการที่กำลังทำอยู่ไม่ตอบโจทย์ตลาดของลูกค้าในช่วงเวลานั้น เช่นครึ่งปีแรกขายดีมาก แต่ครึ่งปีหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างมากระทบทำให้กระแสของสินค้าบางอย่างหมดไป ยกตัวอย่าง ธุรกิจรับทำรางน้ำฝนก็มักจะขายได้ดีตอนช่วงหน้าฝน แต่พอหมดหน้าฝนก็ขายไม่ได้ ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการซึ่งถ้าไม่มีลูกค้าไปนานๆ ก็อาจจะต้องปิดกิจการได้ วิธีแก้คือหาธุรกิจอื่นมาเสริมเช่นรับมุงหลังคาเมทัลชีทมาเสริมเพราะมีงานตลอดทั้งปีถึงแม้กำไรจะน้อยหน่อยแต่อย่างน้อยเราก็มีงานทำไม่ขาดช่วง ดังนั้นจงอย่าลืมหาสินค้าและบริการใหม่เข้ามาในธุรกิจเราอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะได้มีสินค้าและบริการอื่นทดแทนหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

 

5.อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ

การฝากสินค้าของเราไว้กับร้านคนอื่นก็นับว่าเป็นวิธีประหยัดต้นทุนได้ดี เพราะไม่จำเป็นต้องเปิดร้านเอง แต่จงอย่าลืมว่าสิ่งไม่คาดฝันล้วนเกิดขึ้นได้หมด เพราะฉนั้นถ้าจะกันไว้ก่อนเกิดปัญหาคือ การมีช่องทางขายสินค้าและบริการเป็นของตัวเอง ซึ่งคุณอาจจะเปิด Page Facebook ,IG หรือแม้แต่ Website ไว้เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายเฉพาะของตัวเอง เพื่อให้เราสามารถทำการตลาดสินค้าได้หลายๆช่องทาง และไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นๆหายใจอย่างเดียว

 

6.ทำบัญชีเอง อย่าพึ่งคนอื่น

การทำบัญชีด้วยตัวเองนั้นดีและมีประโยชน์มากมาย เพราะช่วยทำให้เรารับรู้รายรับ รายจ่าย ของธุรกิจตลอดเวลา ช่วยให้เราเป็นคนรอบคอบ และป้องกันการโดนโกงได้ดีที่สุด และยังสามารถช่วยเราจัดการค่าใช้จ่ายในธรุกิจได้อย่างเหมาะสม

 

7.เลี่ยงการทำธุรกิจกับหุ้นส่วน

อันนี้เจ๊งกันมานักต่อนักแล้ว เพราะคุณจะเจอปัญหา เรื่องการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว เช่นหุ้นส่วนคนนั้นลงเงิน คนโน้นลงที่ คนนี้ลงแรง ซึ่งการทำงานแบบมีหุ้นส่วนค่อนข้างทำยาก เพราะความสามารถของหุ้นส่วนแต่ละคนมีไม่เท่ากัน แต่จะให้แบ่งผลประโยชน์เท่ากันซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและน้ำท่วมปาก มีแต่จะบาดหมางกัน ซึ่งถ้าคุณเลือกได้จงทำคนเดียวดีที่สุด หรือถ้าจะทำกับหุ้นส่วนจงมีสัญญาที่ละเอียด ตกลงเรื่องการทำงานและผลประโยชน์กันให้ดี เพื่อหลีกเลียงการเสียเพื่อนเพียงเพราะคุยกันไม่ลงตัว

 

 

how-to-top-on-google-6

"พี่ครับอยากติดหน้า1 Google ต้องทำอย่างไร " คงเป็นคำถามยอดฮิตที่หลายๆคนกำลังพยายามค้นหาคำตอบ วันนี้ตัวผู้เขียนเองในฐานะที่ทำงานด้านการออกแบบเว็บไซต์ และโฆษณาให้ลูกค้ามาแล้วหลายราย จึงพอจะจับจุดได้บ้างว่าเว็บแบบไหนที่มีโอกาศติดหน้าแรกของGoogle เผื่อว่าบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อคุณผู้ชมบ้างไม่มากก็น้อยครับ

  

1. โครงสร้างเว็บดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การออกแบบโครงสร้างเว็บถือว่ามีความสำคัญมากที่สุด เพราะถือเป็นการจัดวางContentต่างๆ ของธุรกิจเราให้ดูมีพลัง น่าดึงดูด ซึ่งเราต้องจัดองค์ประกอบของข้อมูลให้ออกมาดูเป็นระบบยกตัวอย่างเช่น

  • Banner ต้องเด่น
  • ราคาต้องชัด
  • หน้าเมนูช่องทางการติดต่อเราที่ชัดเจน
  • ตกแต่งเว็บดึงดูด เข้ากับธุรกิจ
  • ข้อมูลต่อ 1 หน้าเมนูต้องไม่เยอะหรือน้อยจนเกินไปbest-web-design-pattern

2.เว็บที่ดีต้องมีบทความ(Blog)

ปัจจุบันบริษัท Google ได้ส่งGoogle Bot ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก เพื่อตรวจสอบหาค่าความถี่ของการอัพเดทข้อมูล สินค้า หรือบทความของเว็บไซต์ว่าอัพเดทข้อมูลบ่อยเพียงใด ก๊อปปี้ใครมาหรือเปล่านะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ระบบGoogle Bot จะชอบและให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่มีการเขียนบทความประเภทBlogเป็นอย่างสูง ซึ่งจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนสามารถยืนยันได้เลยว่า เว็บที่มีบทความ จะมีโอกาศติดหน้าแรกๆ ของGoogle สูงกว่าเว็บทั่วๆไป 

how-to-top-on-google-3

 

3.อย่าลืมติด SSL หน้าชื่อโดเมนเว็บไซต์ของเรา

การติด SSL หรือถ้าไม่รู้ว่าคืออะไรให้สังเกตุได้จากรูปแม่กุญแจที่ติดอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ว่ามีติดอยู่หรือไม่ ซึ่งถึงแม้ว่าSSLจะเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ แต่ก็นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในด้านของSecurity เพราะหากเว็บไหนไม่ติดSSL  จะทำให้Googleจะไม่รับรองความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ และส่งผลกระทบทางด้านลบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์โดยGoogle และนอกจากนี้บริษัทบางแห่งจะBlockเว็บที่ไม่ได้ทำการติดSSLไม่ให้คนในองค์กรเข้าดู เพราะถือว่าเป็นเว็บความปลอดภัยต่ำ ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้เราพลาดลูกค้ารายใหญ่ไปได้เลย  

Untitled-14

4.อย่าลืมใส่Favicon  (โลโก้เว็บไซต์ของเราตรงแถบBrowserด้านบน)

Favicon หรือ Mini Logo คือส่วนเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่า SSL เพราะทำให้เรารูว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ที่หน้าเว็บอะไร ช่วยให้เราแยกเว็บไซต์ของเราออกจากเว็บอื่นๆได้ชัดเจนและง่ายต่อการค้นหาในกรณีเราเปิดเว็บไซต์หลายๆ แถบ พร้อมกัน นึกไม่ออกดูที่รูปประกอบได้เลยครับ

 how-to-top-on-google-4

 website-or-facebook-page-which-one

 

 Facebook Page คืออะไร?

Facebook Page คือช่องทางการนำเสนอสินค้าและบริการไปยังกลุ่มลูกค้าผ่านตัวกลางคือ Facebook ซึ่งมีข้อดีคือลงทุนน้อย หรือแทบไม่ต้องลงทุนอะไรเลย สามารถโฆษณาสินค้าและบริการได้ทันที

 facebook-page

ข้อเสีย Facebook Page 

  • หากทำรูปภาพโฆษณาหรือแบนเนอร์ไม่สวย หรือสินค้าไม่น่าสนใจ ก็อาจจะไม่ได้ลูกค้าจากช่องทางนี้เลย
  • ต้องปั่นโพส หรืออัพเดทสินค้าเรื่อยๆ เพื่อความน่าสนใจ
  • ยุ่งยากในการโต้ตอบกับลูกค้าเพราะจะต้องคุยกันผ่านทาง Inbox เท่านั้น
  • ขาดความน่าเชื่อถือ
    ลูกเล่นน้อยเพราะเป็นสำเร็จรูป

 

เว็บไซต์คืออะไร?

เว็บไซต์คือช่องทางการนำเสนอสินค้าและบริการผ่านทางโดเมนเว็บไซต์ หรือ www.   โดยผ่านตัวกลางคือBrowserต่างๆ เช่น Chrome ,Internet ,Firefox และอีกมากมาย ซึ่งมีข้อดีคือสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้เป็นอย่างสูง ซึ่งหากเราทำเว็บให้ละเอียด สวยงาม และมีข้อมูลครบถ้วนก็จะสามารถติดหน้าแรกๆ ของการค้นหาGoogleได้ จึงนับได้ว่าเป็นช่องทางที่มีประโยชน์และคุ้มค่าอย่างเป็นอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนมีร้านค้าบนโลก Online ที่มีคนเดินเข้าออกทุกวันเป็นจำนวนมากทุกวัน และที่สำคัญสามารถเปิดรับลูกค้าได้จากทั่วทุกมุมโลก Amazing สุดๆ

 easy-fine-maid-pic

website-or-facebook-page-which-one

ข้อเสีย

  • ลงทุนตอนแรกค่อนข้างสูง
  • ไม่เหมาะกับธุรกิจ Start up 
  • ต้องใช้เวลาและความละเอียดในการสร้างเว็บไซต์
  • หากทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ต้องใช้เวลา และยุ่งยากมาก  ต้องจ้างบริษัทผู้จัดทำเว็บ ซึ่งก็อาจจะมีโอกาสโดนหลอก หรือได้งานไม่ดี
  • หาคนทำเว็บเก่งๆ ยากมากๆ ส่วนใหญ่ มีแต่มือสมัครเล่น 
  • ต้องต่ออายุ Domain และ Hosting ทุกปีซึ่งเสียค่าใช้จ่าย

download

 browser-vs-facebook-advantagae

Google My Business

Google My Business คือบริการพิเศษของGoogle ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแสดงสถานที่ตั้งของธุรกิจบนแผนที่ Google Map  เช่น โรงแรม ร้านค้า รีสอร์ต ร้านอาหาร หรืออื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีข้อดีคือเมื่อมีใครพยายามค้นหาธุรกิจของเราผ่าน Google Search หรือ Google Map ระบบก็จะแสดงที่อยู่ธุรกิจของธุรกิจเราขึ้นมาพร้อมกับข้อมูลธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เช่น รูปภาพ เบอร์โทร Location เว็บไซต์ และ รีวิว จึงนับว่าบริการGoogle My business เป็นบริการที่มีประโยชน์กับเจ้าของกิจการเป็นอย่างสูงเพราะสามารถอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาติดต่อธุรกิจกับเราได้เป็นอย่างดี

 

google-my-business-meaning

f

ข้อดีของGoogle My Business 

  • ทุกคนมีโอกาศมองเห็นธุรกิจของเราบนแผนที่ Google
  • สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจได้ เช่น ที่อยู่ รูปภาพ เบอร์โทร หรือ รีวิวธุรกิจ
  • เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางมายังธุรกิจของเรา
  • เพิ่มช่องทางและโอกาศในการขายสินค้าและงานบริการมากขึ้น
  • สามารถใช้งานได้ตลอดชีพ

 

ตัวอย่างGoogle My Businessgoogle-mybusiness-sample

 

 

 

54

finexdesign-blog-compare-google-ads-vs-facebook-ads
ปัจจุบันผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคน ที่กำลังทำธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายสินค้า หรืองานบริการ อาจจะเคยมีคำถามและอดสงสัยไม่ได้ว่า  ระหว่าง Google Adwords กับ Facebook Ads ว่าการทำโฆษณาด้วยวิธีใดที่จะเหมาะสมกับธุรกิจของเรามากที่สุด ซึ่งวันนี้ผมจะมาอธิบายและให้คำแนะนำเผื่อว่าบทความนี้อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยครับ

 

 

Google Adwords คืออะไร
Google Adwords คือช่องทางการทำโฆษณาธุรกิจบนโลกออนไลน์ โดยมี Google เป็นตัวกลางในการทำโฆษณาระหว่างธุรกิจของเรากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยการนำ Link ของเว็บไซต์เรา(หรือบางคนอาจจะใช้link จาก Facebook )  มาตั้งค่าผ่านระบบAdwords ของ Google ผ่านlinks https://ads.google.com/

finex-google-adwords ข้อดีของ Google Adwords

  • สามารถโฆษณาเว็บของเราให้ติดหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว
  • เป็นการทำการตลาดแบบลูกค้าวิ่งหาเรา***
  • สามารถจำกัดวงเงินในการทำโฆษณาได้
  • สามารถกำหนดเป้าหมายเช่น เพศ อายุ จังหวัด ในการทำโฆษณาได้
  • มีความยืดหยุ่นสูง 

 

452

ข้อเสียของการทำ Google Adwords

  • ค่าใช้จ่ายสูงมาก งบอาจบานปลาย เพราะบางครั้งมีแต่คนคลิกแต่ไม่โทรหาเรา
  • ราคาต่อคลิกค่อนข้างสูง ซึ่งบางโฆษณาค่าคลิกสูงถึง 250 บาท ต่อคลิก!!!!!!
  • ต้องมีทักษะและความชำนาญในการวิเคราะห์ keyword ก่อนโฆษณา
  • โดนคู่แข่งแกล้งกดโฆษณาของเราให้ตังหมด
  • หากเว็บไซต์ของเราดูไม่สวย หรือน่าดึงดูดก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเข้ามาส่องเฉยๆ แต่ไม่โทรหาเรา

 

 

 

f

 

 

Facebook Ads คืออะไร

Facebook Ads คือช่องทางการทำโฆษณาธุรกิจบนโลกออนไลน์โดยมี Facebook เป็นตัวกลางในการทำโฆษณาระหว่างธุรกิจของเรากับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยจะพุ่งเป้าในการทำโฆษณาไปที่กลุ่มลูกค้าใน Social Network ของ Facebook เป็นหลัก

 

ข้อดีของการทำFacebook Ads

  • เหมาะกับการทำตลาดสินค้าหรืองานบริการที่ต้องการสร้างกระแส หรือใช้ในการเปิดตัวแบรนด์สินค้าได้ดี
  • เป็นการทำการตลาดแบบวิ่งหาลูกค้า (ซึ่งต่างจากของGoogle คือลูกค้าวิ่งหาเรา)
  • ราคาถูกกว่า ถ้าเทียบกับGoogle Adwords
  • ตั้งค่าวงเงินโฆษณาได้ และงบไม่บานปลายเท่า Google

 

ข้อเสียของการทำFacebook Ads

  • การอนุมัติโฆษณาค่อนข้างยาก หากสัดส่วนภาพโฆษณาไม่ตรงตามข้อกำหนด ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติให้ทำโฆษณาได้
  • ลูกค้ามักจะ Inbox มาสอบถาม ซึ่งสำหรับผมตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสีย เพราะต้องนั่งเฝ้าFacebook ทั้งวัน
  • ไม่เหมาะกับการโฆษณาสินค้าที่มีราคาสูง หรือสินค้าที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก

 

เปรียบเทียบระหว่างGoogle Adwords และ Facebook Ads จากประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียนfinexdesign-blog-compare-google-ads-vs-facebook-ads

 

 

cheerful-leader-motivating-his-business-team1262-3713

1.Inspiration/ แรงบันดาลใจ เกิดจากความชอบและความฝัน

แรงบันดาลใจ ความชอบ ความหลงใหล จงค้นหามันให้เจอว่าคุณชอบอะไร หรือถ้าคิดไม่ออกในนึกถึงเวลาคุณอยู่คนเดียวสิ่งแรกที่คุณคิดขึ้นมาว่าอยากทำมากที่สุดคืออะไร  หรือบางคนอาจจะมีงานอดิเรกทำในยามว่างอยู่แล้วยิ่งโชคดีมากกว่าคนอื่น เพราะคุณสามารถนำมันมาต่อยอดสร้างธุรกิจให้กับตัวคุณได้ในอนาคต

 

2.Brave / กล้าสู้ กล้าเผชิญหน้า

ความกล้าเท่านั้นที่จะทำผลักดันตัวคุณไปสู่หนทางแห่งความสำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่คุณท้อแท้ สิ้นหวัง จงจำไว้ว่ายังมีคนในโลกอีกมากมายที่มีชีวิตแย่กว่าคุณ คุณไม่จำเป็นต้องปล่อยตัวเองให้แห้งตายไปพร้อมกับลมปากคนหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง จงรีบเดินออกมาหาแสงสว่างให้เร็วที่สุด มุ่งไปเผชิญหน้ากับทุกๆสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิต เพราะไม่มีใครในโลกที่จะสุขตลอด หรือทุกข์ตลอด 

 

3.Action / ชีวิตมันสั้น คิดแล้วต้องรีบทำ

หลายครั้งที่คนเราโชคดี มีโอกาสดีๆ เข้ามา แต่ก็ได้แต่คิดเท่านั้น เพราะไม่กล้าที่จะลงมือทำ ผมอยากจะบอกว่าคุณพลาดมาก บางครั้งคนเรายังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็กลัวความล้มเหลวไปก่อนแล้ว เพียงเพราะว่าความกลัวลึกๆในจิตใจผลักดันให้คุณไม่กล้าที่จะลงมือทำ ถ้าคุณเป็นอย่างที่ผมพูดมาจงสลัดสิ่งเหล่านี้ออกจากตัวคุณให้เร็วที่สุด และจงหัดเป็นคนคิดบวกและกล้าที่จะลงมือทำโดยไม่ต้องเน้นผลลัพธ์ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้เรามีชีวิตที่ย่ำแย่หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น

 

4.Marketing /จะทำธุรกิจ ไม่ใส่ใจการตลาดไม่ได้

บ่อยครั้งการทำธุรกิจก็ไม่ได้ผลลัพธ์ดั่งที่ใจเราต้องการ เพราะธุรกิจทุกประเภทย่อมต้องการกำไรเพื่อจ่ายเงินเดือนพนักงานและผู้บริหาร แต่เมื่อใดก็ตามที่กำไรลดลงนั่นหมายความว่าคุณต้องหันมาใส่ใจเรื่องการตลาดมากขึ้น คุณต้องรู้จักวางแผน ปรับปรุงคุณภาพสินค้าและบริการ และอย่าลืมที่จะหาช่องทางใหม่ๆในการสร้างโอกาศทางธุรกิจให้กับตัวเอง

 

Page 2 of 2